thansettakij
thansettakij
‘วิกรม’ ชี้สงครามดันนักลงทุนย้ายฐานผลิต แนะรัฐบาลประกาศนโยบายชัดดูดเงินเข้าไทย

‘วิกรม’ ชี้สงครามดันนักลงทุนย้ายฐานผลิต แนะรัฐบาลประกาศนโยบายชัดดูดเงินเข้าไทย

11 มี.ค. 2569 | 00:11 น.
อัปเดตล่าสุด :11 มี.ค. 2569 | 00:46 น.

‘วิกรม กรมดิษฐ์’ ชี้สงครามทำให้นักลงทุนย้ายฐานผลิต มุ่งหาแหล่งที่มีเสถียรภาพ แนะรัฐบาลประกาศนโยบายชัดดูดเงินเข้าประเทศ

KEY

POINTS

  • นายวิกรมชี้ว่าสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้นักลงทุนทั่วโลกย้ายฐานการผลิตไปยังพื้นที่ที่มีเสถียรภาพ
  • สถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสของภูมิภาคอาเซียนรวมถึงไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการลงทุนแห่งใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
  • เสนอให้รัฐบาลไทยประกาศนโยบายที่ชัดเจน เพื่อฉวยโอกาสดึงดูดเงินทุน ความรู้ และบุคลากรที่มีศักยภาพจากประเทศที่เกิดความขัดแย้งให้เข้ามาลงทุนในไทย

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามการค้า ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ ราคาพลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน 

ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวกลับกลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเร่งมองหาฐานการผลิตใหม่ที่มีเสถียรภาพ

“อาเซียนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและระบบนิเวศธุรกิจที่ครบวงจร ภูมิภาคนี้จึงมีศักยภาพสูงในการรองรับการลงทุนระลอกใหม่” 

สำหรับผลกระทบและการปรับตัวต่อสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้วยการขาดเสถียรภาพและกฎเกณฑ์ของโลก ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะโลกในปัจจุบันเริ่มไม่มีกฎเกณฑ์หรือหลักการที่แน่นอน แต่ใช้การตัดสินใจตามอำเภอใจมากขึ้น

‘วิกรม’ ชี้สงครามดันนักลงทุนย้ายฐานผลิต แนะรัฐบาลประกาศนโยบายชัดดูดเงินเข้าไทย

 

แม้ประเทศไทยจะอยู่ห่างไกลจากจุดสู้รบและไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากการสู้รบ แต่จะได้รับผลกระทบหนักในด้านเศรษฐกิจเนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึงกว่า 90% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในไทยสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่เงินทุนและการลงทุนในประเทศยังไม่เข้มแข็ง

นายวิกรม แนะนำให้เตรียมเหนื่อย และต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย โดยให้หลีกเลี่ยงการซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น และควรหลีกเลี่ยงการลงทุนใหม่ในช่วงนี้ เพื่อรอดูสถานการณ์ และเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส โดยดึงดูดกลุ่มเศรษฐีและเงินทุนในขณะที่เกิดสงคราม เช่น กรณีอิหร่าน กลุ่มเศรษฐีในประเทศเหล่านั้นย่อมต้องการย้ายเงินทุนและทรัพยากรไปยังที่ที่ปลอดภัย  จึงเสนอให้รัฐบาลไทยประกาศนโยบายที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดเงินทุน ความรู้ (Know-how) และกลุ่มคนที่มีศักยภาพเหล่านี้ให้เข้ามาในไทย

อย่างไรก็ดี เพื่อรองรับการขยายตัวของการลงทุนในภูมิภาค กลุ่มอมตะจึงเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหาร เพื่อยกระดับการดำเนินงานสู่มาตรฐานสากล

สำหรับโครงสร้างใหม่มุ่งเน้น 3 แกนสำคัญ ได้แก่ 1. Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ 2. Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน 3. Scale Up รองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และเมกะโปรเจ็กต์

สำหรับแผนการลงทุนปี 2569 บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รองรับการลงทุนใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ใน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย

  • ประเทศไทย 1,650 ไร่ เน้นดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
  • เวียดนาม 550 ไร่ รองรับการย้ายฐานการผลิตจากจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล
  • สปป.ลาว 600 ไร่ พัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางบก เชื่อมโยงการค้าในภูมิภาค