thansettakij
thansettakij
กกร. หั่นจีดีพีปี 69 เหลือ 1.2-1.6% เซ่นพิษน้ำมันแพง ตะวันออกกลางยังไม่จบ

กกร. หั่นจีดีพีปี 69 เหลือ 1.2-1.6% เซ่นพิษน้ำมันแพง ตะวันออกกลางยังไม่จบ

19 พ.ค. 69 | 05:42 น.
อัปเดตล่าสุด :19 พ.ค. 69 | 05:49 น.

กกร. ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.2-1.6% หลังสงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานสูง กระทบท่องเที่ยว-ต้นทุนเศรษฐกิจ

KEY

POINTS

  • กกร. ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 ลงเหลือขยายตัวในกรอบ 1.2-1.6% จากเดิมที่ประเมินไว้ 1.6-2.0%
  • สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ กดดันให้ราคาพลังงานและน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูง
  • ผลกระทบจากราคาพลังงานทำให้ กกร. ต้องปรับเพิ่มกรอบอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของปี 2569 ขึ้นเป็น 2.0-3.0%

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2569 โดยมี ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายวรกฤต จารุวงค์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วม ณ ห้อง 802 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 

นางพิมพ์ใจ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 และช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ กดดันให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง โดยผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากสินค้าขาดแคลนเริ่มเห็นแล้วในภาคการบิน กระทบนักท่องเที่ยวที่โดยสารผ่านเที่ยวบินจากตะวันออกกลางมายังไทย

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ขยายตัวที่ 2.8% แต่จำกัดอยู่ในบางภาคส่วน จากการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตได้ดี ภาครัฐที่มีการเร่งเบิกจ่าย ประกอบกับภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงจากสินค้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ตามกระแสโลก ส่งผลให้สินค้ากลุ่ม tech ขยายตัวกว่า 45% และเป็นการขยายตัวติดต่อกัน 12 ไตรมาส 

อย่างไรก็ตาม การส่งออกกระจุกตัวสูงและไม่ได้ส่งผลดีไปยังภาคการผลิตอย่างทั่วถึงรวมถึงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยอาจสูงกว่า โดย กกร. ประเมินว่า GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัวในช่วง 1.2% - 1.6% ลดลงจากกรอบประเมินเดิมช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ที่คาดว่าจะโต 1.6-2.0% ขณะที่การส่งออกยังคงประเมินไว้ที่ติดลบ 1.5% ถึงติดลบ 0.5% ส่วนเงินเฟ้อปรับขึ้นมาอยู่ในกรอบ 2.0-3.0% จากเดิม 0.2-0.7%

ทั้งนี้ กรอบประมาณการของ กกร.ตั้งอยู่บนสมมติฐานสำคัญ ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์เฉลี่ยราว 90.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2569 ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศลอยตัว และกรณีเงินเฟ้อกรอบล่างที่ 2.0% คาดว่ามีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงครึ่งหนึ่งจากที่จัดเก็บในปัจจุบัน

 

ประชุมกกร.

 

นอกจากนี้ประเทศไทยควรเร่งการลงทุนปรับโครงสร้างด้านพลังงาน เพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ และเร่งการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพภายใต้ Reinvent Thailand จะยิ่งสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม กกร. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายภาคธุรกิจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ กกร. เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรม ในระยะเร่งด่วน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทย ถือเป็นมาตรการจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานจำนวนมากหายไปจากระบบในทันที ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านแรงงานและความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศ 

ทั้งนี้ กกร. จะมีการนำเสนอข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณาเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วต่อไป

นอกจากนี้ กกร.ยังขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 โดยเห็นว่าเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชั่นของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใส เสริมธรรมาภิบาล และยกระดับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประชาชน

กกร.เห็นว่า การมีคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน จะช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาทุจริตได้อย่างบูรณาการ ครอบคลุมทั้งการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ กระบวนการอนุญาตภาครัฐ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มความโปร่งใส ลดดุลพินิจ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ มาตรการดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของประเทศไทย และสนับสนุนเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต