
เปิดทุกข้อเสนอ เจ้าสัว พูดอะไรกับนายกฯ ในห้องประชุมทำเนียบรัฐบาล
เจ้าสัวและซีอีโอชั้นนำถกนายกฯ อนุทิน เปิดข้อเสนอครบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ตั้งแต่ชลประทาน AI พลังงานสะอาด ถึงการปฏิรูปการศึกษา พร้อมฟื้น กรอ. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล กลายเป็นจุดนัดพบของคนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจมากที่สุดในประเทศ เมื่อนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เปิดประตูต้อนรับผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน 38 ราย ภายใต้เวที "The Listening Forum : Voices to the PM : ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง"
ในห้องนั้น แต่ละคนมีเวลาพูดเพียง 3 นาที แต่ทุกคำที่ออกมาล้วนแบกน้ำหนักของอนาคตประเทศไว้ทั้งสิ้น
ใครอยู่ในห้องนั้นบ้าง
รัฐบาลคัดเลือกตัวแทนภาคเอกชนจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ประกอบด้วย
กลุ่มสถาบันหลัก กกร. นำโดยนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย
กลุ่มยานยนต์ โดยนายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย
กลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว โดยนายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย
กลุ่มสุขภาพ โดยแพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร BDMS
กลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ โดยนายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG
กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยนายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น และนายเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหารบริษัทสหพัฒนพิบูล
กลุ่มพลังงาน โดยนายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Gulf
กลุ่มการเงิน โดยนางขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย
กลุ่มเทคโนโลยี โดยดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ที่ปรึกษาอาวุโสบริษัท Delta Electronics Thailand
และกลุ่มเกษตรและอาหาร โดยนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์
ธนินท์ เจียรวนนท์ : น้ำมันบนดินสำคัญกว่าน้ำมันใต้ดิน
เสียงที่ดังที่สุดในห้องนั้นมาจากนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือซีพี ผู้เสนอมุมมองที่ฟังดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ว่าประเทศไทยยังมีโอกาสมหาศาลท่ามกลางวิกฤตโลก และโอกาสนั้นอยู่ที่ภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งเขานิยามว่าคือ "น้ำมันบนดิน" สิ่งที่สร้างได้ไม่รู้จบเพราะทุกคนต้องการอาหารเพื่อดำรงชีวิต
นายธนินท์ชี้ว่าไทยมีจุดแข็งด้านภูมิอากาศ แสงแดด และศักยภาพการเพาะปลูกในระดับชั้นนำของโลก แต่สิ่งที่ขัดขวางการก้าวกระโดดของเกษตรไทยตลอดมาคือ "น้ำ" เขาเสนอให้รัฐบาลลงทุนระบบชลประทาน สร้างอ่างเก็บน้ำ และกระจายน้ำเข้าถึงพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ เปรียบกับโครงการพัฒนาไฟฟ้าและถนนในอดีตที่เปลี่ยนชีวิตคนไทยได้อย่างถ้วนหน้า
จากประสบการณ์ตรงของเขา หากมีน้ำเพียงพอ เกษตรกรไทยเพาะปลูกได้ถึง 3 ครั้งต่อปี และหากยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้วย ผลผลิตต่อไร่อาจพุ่งขึ้นได้ถึง 5 เท่า
นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิด "นิคมอุตสาหกรรมเกษตร" ที่เชื่อมโยงการผลิต การแปรรูป การขนส่ง และตลาดให้อยู่ในระบบเดียวกัน พร้อมนำ AI และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย
ศุภชัย เจียรวนนท์ : ไทยต้องเป็น AI Government แห่งแรกของโลก
ขณะที่รุ่นพ่อพูดถึงดินและน้ำ รุ่นลูกอย่างนายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโสเครือซีพีและประธานบริหาร Arise Ventures Group มองไปที่เทคโนโลยีและทุนมนุษย์ โดยชี้ว่าประเทศไทยกำลังยืนอยู่บน "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ที่ต้องเร่งสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ข้อเสนอของนายศุภชัยครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การสร้าง Startup Ecosystem สนับสนุน Seed Fund ให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองสร้างธุรกิจ ไปจนถึงการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานให้บรรจุวิชา AI, Computing Science และ Digital Technology ตั้งแต่ระดับต้น โดยอ้างตัวเลขว่าไทยมีนักศึกษาปริญญาตรีกว่า 2 ล้านคน และนักเรียนในระบบอีกกว่า 9 ล้านคน หากยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีให้คนเหล่านี้ได้ ประเทศไทยจะก้าวกระโดดด้านทรัพยากรมนุษย์อย่างมหาศาล
นายศุภชัยยังเสนอให้ไทยดึงดูดบุคลากรคุณภาพจากทั่วโลก โดยมองว่าจุดแข็งด้านอาหาร ท่องเที่ยว วัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตของไทยเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกใฝ่หา หากออกแบบแรงจูงใจด้านภาษีและระบบนิเวศนวัตกรรมให้เหมาะสม ไทยก็สามารถดึง Talent ระดับโลกเข้ามาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือการที่เขายกตัวอย่างเอสโตเนีย ประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรเพียง 1.37 ล้านคน แต่สร้างระบบ Digital ID และระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลกได้ พร้อมเสนอว่าหากทำสำเร็จ ไทยอาจกลายเป็นชาติแรกของโลกที่มี AI Government แทน E-Government
ยักษ์ค้าปลีกประสานเสียงร่วมพยุงราคาสินค้า
ด้านนายเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหารบริษัทสหพัฒนพิบูล ชื่นชมรัฐบาลในนโยบายการช่วยเหลือกลุ่มต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าทางกลุ่มสหพัฒนฯยินที่ที่จะสนับสนุนการดำเนินนโยบายรัฐบาล ด้วยการพยุงราคาสินค้า ลดกำไรลงเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชน
ขณะที่นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร เดอะมอลล์ กรุ๊ป นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะร่วมกันช่วยเหลือด้านการลดรายจ่ายให้กับประชาชน ช่วยเหลือคนตัวเล็ก และพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
เจ้าสัว "สารัชถ์" หนุนนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ด้านนายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Gulf กล่าวว่า สนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาล โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล น้ำมัน ก๊าซ เป็นพลังงานสะอาด จากพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม แต่ต้องมองให้ครบทั้งซัพพลายเซน
ขณะที่การพลักดันเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์นั้น นายสารัชถ์ มองว่า นอกจากการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้ว ควรกำหนดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการฝึกอบรมให้กับคนไทยด้วย
4 ยุทธศาสตร์ที่เอกชนสรุปให้รัฐบาล
หลังรับฟังข้อเสนอครบทุกกลุ่ม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สรุปข้อเสนอของภาคเอกชนออกเป็น 4 กลุ่มยุทธศาสตร์หลัก
หนึ่ง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดและการบริหารจัดการน้ำ
สอง การพัฒนาคน ยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่และเศรษฐกิจดิจิทัล
สาม การถ่ายทอดเทคโนโลยี ใช้โอกาสจากการลงทุนต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคอุตสาหกรรมไทย
สี่ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเทคโนโลยีขั้นสูง AI และโลจิสติกส์สมัยใหม่
กรอ. กลับมาอีกครั้ง พร้อมคำถามที่ยังรอคำตอบ
สิ่งที่รัฐบาลประกาศหลังเวทีปิดฉากลงคือการฟื้นกลไก "คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ" หรือ กรอ. โดยครั้งนี้จะปรับบทบาทให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำในประเด็นที่ตนเชี่ยวชาญ ขณะที่รัฐทำหน้าที่เป็น Facilitator คอยแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค พร้อมวางเป้าติดตามผลทุกเดือนและเห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน
อย่างไรก็ตาม กรอ. ไม่ใช่ของใหม่ หลายรัฐบาลต่างเคยใช้กลไกนี้มาแล้ว และผลที่ผ่านมาก็ปะปนกันระหว่างความสำเร็จบางส่วนและสิ่งที่ยังค้างคาอยู่
คำถามสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ว่ารัฐบาลได้ยินอะไรในวันนั้น แต่คือในอีก 6 เดือนข้างหน้า คำพูด 3 นาทีของเจ้าสัว 38 ราย จะถูกแปลงเป็นนโยบายและโครงการจริงได้มากน้อยเพียงใด และประเทศไทยจะยืนยันได้หรือไม่ว่าครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปิดประตูต้อนรับ แต่คือการเปิดประตูสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง.







