thansettakij
thansettakij
“ศุภชัย” กาง 5 วาระเปลี่ยนอนาคตประเทศ ชูธง ‘AI Government’ แห่งแรกของโลก

“ศุภชัย” กาง 5 วาระเปลี่ยนอนาคตประเทศ ชูธง ‘AI Government’ แห่งแรกของโลก

15 พ.ค. 69 | 13:11 น.
อัปเดตล่าสุด :15 พ.ค. 69 | 14:18 น.

“ศุภชัย เจียรวนนท์” ตัวแทนซีพี-อไรซ์ เวนเจอร์ส ยื่น 5 ข้อเสนอ ชูธงสร้าง ‘AI Government’ แทนอี-กอฟเวิร์นเมนต์แห่งแรกของโลก เร่งรัฐปูพรมทักษะไอทีเยาวชน 11 ล้านคน ดันไทยผงาด Regional Tech Hub

KEY

POINTS

  • นายศุภชัย เจียรวนนท์ เสนอ 5 วาระสำคัญเพื่อเปลี่ยนอนาคตเศรษฐกิจไทย โดยชูธงการสร้าง “AI Government” เป็นแห่งแรกของโลก
  • เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเสนอให้บรรจุหลักสูตร AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นวิชาพื้นฐานในระบบการศึกษา และสร้างระบบนิเวศสำหรับสตาร์ทอัพ (Startup Ecosystem)
  • เสนอให้ดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก (Global Talent) และกำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนต้องตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในไทย
  • ใช้จุดแข็งด้านภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้า การเงิน และเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค

วันนี้ 15 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากภาคธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ โดยมีการเชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญระดับประเทศ เข้าร่วมในการหารือดังกล่าว

ทั้งนี้ นายศุภชัย  เจียรวนนท์  รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด  และ ในฐานะ ประธาน และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป  หนึ่ง ในผู้แทนภาคเอกชนจาก ซีพี และ Arise Ventures Group ได้ร่วมเสนอวิสัยทัศน์ต่อรัฐบาลในหลายมิติสำคัญ โดยมองว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่ต้องเร่งสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาคน เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในโลกยุค AI และภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

 

นายศุภชัย  เสนอว่า  จุดเริ่มต้นสำคัญที่สุด คือ  การสร้าง Startup Ecosystem และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์   โดยประเทศไทยควรสนับสนุน Seed Fund และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองไอเดียใหม่ ๆ เพื่อสร้างธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ของประเทศในอนาคต พร้อมเร่งยกระดับระบบการศึกษาไทยครั้งใหญ่ ผ่านการบรรจุหลักสูตรด้าน AI, Computing Science และ Digital Technology เป็นวิชาพื้นฐานตั้งแต่ระดับต้น ควบคู่กับการปลูกฝังเรื่องธรรมาภิบาลด้าน AI และการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ

“วันนี้ประเทศไทยมีนักศึกษาปริญญาตรีกว่า 2 ล้านคน และมีนักเรียนในระบบการศึกษาพื้นฐานกว่า 9 ล้านคน หากเรายกระดับทักษะด้าน AI และเทคโนโลยีให้กับคนรุ่นใหม่ได้ ประเทศไทยจะก้าวกระโดดด้านทรัพยากรมนุษย์อย่างมหาศาล” นายศุภชัย กล่าว

นายกฯ พบ CEO ผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญระดับประเทศ

 

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ประเทศไทยเร่งสร้าง Cloud Platform และ Digital Infrastructure ที่ช่วยคัดกรองเนื้อหาไม่เหมาะสม และสนับสนุน Creative Content เพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ และการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอย่างทั่วถึง รวมถึงการยกระดับสายอาชีวศึกษาให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคต

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ นายศุภชัย เสนอ คือ การดึงดูดบุคลากรคุณภาพจากทั่วโลก โดยมองว่าไทยมีศักยภาพสูงในการเป็น “Global Talent Destination” ดึงดูดบุคลากรในด้านที่ประทศไทยขาด เพื่อมาสร้างขีดความสามารถให้ไทย มานำเทคโนโลยีใหม่ หรือผู้เขี่ยวชาญในสาขาที่ขาดแคลน หรือธุรกิจแห่งอนาคต ที่มาสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจใหม่ หากสามารถออกแบบแรงจูงใจที่เหมาะสม ทั้งด้านภาษี คุณภาพชีวิต ระบบนิเวศด้านนวัตกรรม และโอกาสในการทำงาน

“ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งเรื่องอาหาร การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกชื่นชอบ หากมีระบบรองรับที่เหมาะสม ไทยสามารถดึง Talent ระดับโลกเข้ามาได้จำนวนมากในระยะยาว” นายศุภชัย กล่าว

พร้อมเสนอ ว่า การดึงดูดบุคลากรที่มีองค์ความรู้และทักษะขั้นสูงเข้าสู่ประเทศ จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจใหม่และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ในด้านเทคโนโลยี นายศุภชัย เสนอว่า โลกกำลังก้าวจาก “Digital Government” ไปสู่ “AI Government” ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบการบริหารประเทศอย่างรวดเร็ว โดยยกตัวอย่างประเทศเอสโตเนีย ที่สามารถสร้างระบบ Digital ID และระบบนิเวศด้านนวัตกรรมระดับโลกได้ แม้มีประชากรเพียงประมาณ 1.37 ล้านคน และหากทำสำเร็จประเทศไทยจะมี AI Government แทน E-Government เป็นแห่งแรกของโลก

นายศุภชัย มองว่า ไทยควรใช้โอกาสจากกระแสการลงทุนด้าน Data Center และ AI Infrastructure ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ด้วยการกำหนดเงื่อนไขให้บริษัท Hyperscaler ที่เข้ามาลงทุนในไทย ต้องจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย และร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่ AI ไปจนถึง Semiconductor
พร้อมเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนด้านภาษี เงินเดือนนักวิจัย และการจ้างงานบุคลากรไทยในสายเทคโนโลยีขั้นสูง คล้ายแนวทางของสิงคโปร์ เพื่อดึงดูดทั้งบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก งานวิจัย และ Talent เข้ามาสู่ประเทศไทย และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษา วิจัย และเทคโนโลยีของภูมิภาค

นอกจากนี้ นายศุภชัยยังสะท้อนว่า ประเทศไทยมี “จุดแข็งด้านภูมิรัฐศาสตร์” อย่างมาก เพราะตั้งอยู่กึ่งกลางภูมิภาค เชื่อมโยงจีน มหาสมุทรอินเดีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันมหาศาล หากไทยสามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน Logistics, Trade และ Digital Connectivity ได้ ก็จะสามารถก้าวขึ้นเป็น Regional Hub ทั้งด้านการค้า การเงิน และเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคได้ในอนาคต

ขณะเดียวกัน ยังเสนอว่า ในยุค Geopolitics ที่โลกเผชิญความผันผวนสูง ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพและความสมดุลระหว่างมหาอำนาจ เพื่อเปลี่ยน “วิกฤต” ให้เป็น “โอกาส” โดยเฉพาะการเร่งพัฒนา Energy Independence, Clean Energy และ Green Economy ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ และเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในระยะยาว

“โลกกำลังเปลี่ยนเร็วมาก ประเทศที่สามารถพัฒนาคน เทคโนโลยี และสร้างระบบนิเวศที่ดึงดูดนวัตกรรมได้ก่อน จะเป็นประเทศที่ได้เปรียบในอนาคต” นายศุภชัยกล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง"