
กรมทรัพย์ฯ เผยคนไทยแห่จดแบรนด์-สิทธิบัตรพุ่ง 4 เดือนทะลุ 2.5 หมื่นคำขอ พุ่ง 10%
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผย 4 เดือนแรกปี 69 คนแห่จดเครื่องหมายการค้า-สิทธิบัตรพุ่งกว่า 10% AI-สุขภาพ-ความงามมาแรง สะท้อนธุรกิจตื่นตัวแข่งขันสูง
KEY
POINTS
- ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญารวมกว่า 25,537 คำขอ เพิ่มขึ้น 10.30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
- เครื่องหมายการค้าเป็นประเภทที่มีการยื่นคำขอมากที่สุด (18,761 คำขอ) โดยคนไทยเป็นผู้ยื่นส่วนใหญ่ และสินค้ากลุ่มสุขภาพอนามัยมีการยื่นขอสูงสุด
- คำขอสิทธิบัตรการประดิษฐ์เพิ่มขึ้น 9.14% โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ยื่นชาวต่างชาติ (86%) และนวัตกรรมกลุ่มยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพมีการยื่นขอมากที่สุด
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม - เมษายน) มีสถิติยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย (เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์) รวมสูงถึง 25,537 คำขอ เพิ่มขึ้นกว่า 10.30% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 (23,153 คำขอ)
ขณะที่สถิติรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นทุกประเภท โดยกรมรับจดทะเบียนรวม 19,684 ฉบับ/รายการ เพิ่มขึ้นกว่า 12.86% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 (17,441 ฉบับ/รายการ)
สำหรับลิขสิทธิ์ แม้จะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาเพียงประเภทเดียวที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่เจ้าของผลงานสามารถยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้กับกรมได้ โดย 4 เดือนแรกของปี 2569 มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 5,523 รายการ เพิ่มขึ้น 8.85% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 (5,074 รายการ) โดยมีรายละเอียดคำขอจด/แจ้งข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท
เครื่องหมายการค้า ช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 มีการยื่นคำขอ 18,761 คำขอ เพิ่มขึ้น 12.15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 (16,728 คำขอ) กลุ่มสินค้า/บริการที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1.ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ มี 2,371 คำขอ
2. บริการด้านค้าปลีก การขาย และการตลาด 2,069 คำขอ
3. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม 1,977 คำขอ
4.เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1,600 คำขอ
5.ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช ธัญพืช เครื่องปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร 1,273 คำขอ
โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 54% และต่างชาติ 46%
ขณะที่ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 14,349 เครื่องหมาย เพิ่มขึ้น 4.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 (13,704 เครื่องหมาย)
ด้านสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 มีการยื่นคำขอ 2,984 คำขอ เพิ่มขึ้น 9.14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 (2,734 คำขอ) กลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1.ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาเคมีสังเคราะห์ ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 358 คำขอ
2.นวัตกรรมด้านการสื่อสาร เช่น ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ระบบรับ–ส่งข้อมูลความเร็วสูง และอุปกรณ์สื่อสารอัจฉริยะ 261 คำขอ
3. นวัตกรรมแอนติบอดี้และยาชีววัตถุ เช่น แอนติบอดีเชิงรักษา วัคซีนชีววัตถุ และผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ 116 คำขอ
4. เทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับแอนติบอดีเอนไซม์ 64 คำขอ
5. วัสดุเหล็กกล้า 62 คำขอ
โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 14% และต่างชาติ 86%
สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีการยื่นคำขอ 1,986 คำขอ ลดลง 7.58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 (2,149 คำขอ) แบบผลิตภัณฑ์ที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ลวดลายผ้า 217 คำขอ 2. บรรจุภัณฑ์ 192 คำขอ 3. รถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 162 คำขอ 4. เครื่องประดับ 147 คำขอ 5. อุปกรณ์ก่อสร้าง 121 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 56% และต่างชาติ 43%
นางอรมน กล่าวว่า จากสถิติในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 จะเห็นได้ว่าจำนวนคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในภาพรวมยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น โดยเศรษฐกิจการค้าในยุคปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญามีบทบาทอย่างยิ่งต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ขณะเดียวกัน สถิติการรับจดทะเบียนที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกประเภททรัพย์สินทางปัญญา ยังสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานของกรมฯ ในการเร่งรัดกระบวนการจดทะเบียนให้มีความรวดเร็วและเชื่อถือได้ โดยกรมฯ ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI มาช่วยสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมส่งเสริมบริการ Fast Track ให้เป็นช่องทางพิเศษในการรับจดทะเบียนนวัตกรรมและผลงานที่มีความจำเป็นและตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบคำขอ







