
ชำแหละไทย 'ขาดดุลดิจิทัล' มหาศาล เงินไหลออกต่างประเทศ ทะลุ 4 แสนล้าน
ไทยเผชิญ “ขาดดุลดิจิทัล” มหาศาล เงินคนไทยไหลออกให้แพลตฟอร์มต่างชาติกว่า 4.2 แสนล้านบาทใน 4 ปี ถูกแพลตฟอร์มต่างชาติผูกขาด รัฐต้องสนับสนุนแพลตฟอร์มสัญชาติไทย เพื่อแก้ปัญหายั่งยืน
KEY
POINTS
- ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ "ขาดดุลดิจิทัล" โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีเงินไหลออกนอกประเทศไปกับค่าบริการแพลตฟอร์มต่างชาติแล้วกว่า 4.2 แสนล้านบาท
- สาเหตุหลักมาจากการที่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจไทยพึ่งพาบริการจากต่างประเทศสูง เช่น โฆษณาออนไลน์ (Facebook, Google, TikTok) บริการสตรีมมิง และระบบคลาวด์
- บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติส่วนใหญ่มักนำรายได้ที่เกิดจากผู้ใช้ในไทยไปบันทึกในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ ทำให้เงินไม่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย
- แม้จะมีการเก็บภาษี E-Service แต่ยังไม่เพียงพอ จึงมีข้อเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยเพื่อลดการพึ่งพาและสร้างเงื่อนไขให้บริษัทต่างชาติบันทึกรายได้ในประเทศมากขึ้น
ประเทศไทยกำลังเผชิญ “การขาดดุลดิจิทัล” อย่างเงียบๆ ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่พึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติมากขึ้น ทั้งบริการสตรีมมิง โฆษณาออนไลน์ Cloud และ AI จนทำให้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลออกนอกประเทศในแต่ละปี
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตนักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้าน E-commerce, E-Marketing และเทคโนโลยีในประเทศไทย เปิดเผยข้อมูล“การขาดดุลดิจิทัล” ในงานเสวนาของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา คนไทยจ่ายค่าบริการออนไลน์ให้กับบริษัทต่างชาติรวมกว่า 4.2 แสนล้านบาท จากบริษัทที่อยู่ในระบบภาษีเพียง 258 บริษัทเท่านั้น
เงินคนไทยไหลออก ให้แพลตฟอร์มต่างชาติ
นายภาวุธ เปิดเผยข้อมูลว่ามูลค่าการใช้จ่ายแต่ละช่องทางโฆษณาดิจิทัลของประเทศไทย 2025 รายได้จากบริการเหล่านี้จำนวนมาก “ไม่ได้บันทึกลงประเทศไทย” แม้ผู้ใช้งานจะอยู่ในไทยทั้งหมด โดย Meta หรือ Facebook มีรายได้ที่หายออกจากประเทศไทยถึง 8,656 ล้านบาท ขณะที่ Google และ YouTube รวมกันอีก 5,949 ล้านบาท และ TikTok อีก 3,510 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 18,115 ล้านบาทในปีเดียว สะท้อนให้เห็นว่าตลาดดิจิทัลไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่รายได้จำนวนมากกลับไม่ได้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย
ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก มักนำรายได้ไปบันทึกในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ เช่น ไอร์แลนด์ หรือสิงคโปร์ ตัวอย่างเช่น ค่าโฆษณา Facebook ของผู้ประกอบการไทยถูกเรียกเก็บโดยบริษัทในเมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งมีอัตราภาษีนิติบุคคลเพียง 12.5%
คนไทย ถูกแพลตฟอร์มต่างชาติผูกขาด
นายภาวุธ ระบุถึงปัญหาที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ โดยบริการออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Spotify, YouTube Premium, iCloud, Google Workspace, ChatGPT หรือ Canva ขณะที่ภาคธุรกิจก็ใช้งบประมาณมหาศาลไปกับโฆษณาบน Facebook, Google และ TikTok รวมถึงการใช้ระบบ Cloud อย่าง AWS, Azure และ Google Cloud เพื่อขับเคลื่อนองค์กร
โดยเฉพาะบริการ Cloud และ Martech(เทคโนโลยีการตลาด) ที่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของธุรกิจยุคใหม่ แม้บริษัทต่างชาติจะเข้ามาลงทุน Data Center ในไทย แต่รายได้หลักจำนวนมากยังไหลกลับไปยังต่างประเทศ เพราะฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และระบบหลักยังเป็นของต่างชาติ
คนไทยอาจจ่ายเงินให้บริการดิจิทัลต่างประเทศสูงถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งหากเทียบกับสินค้านำเข้า-ส่งออก พบว่าปริมาณการส่งออกข้าวไทยปี 2564 อยู่ที่ 107,758 ล้านบาท ปริมาณการนําเข้าน้ำมันสําเร็จรูปปี 2564 อยู่ที่ 172,750 ล้านบาท นี่จึงเป็น “การขาดดุลรูปแบบใหม่” ที่ไม่ใช่สินค้าอุตสาหกรรมหรือพลังงาน แต่เป็นการขาดดุลจากเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล
ภาษี E-Service ยังไม่พอ
นายภาวุธมองว่า แม้รัฐบาลไทยจะเริ่มจัดเก็บภาษี E-Service ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อเก็บ VAT 7% จากแพลตฟอร์มต่างชาติ และสามารถจัดเก็บภาษีได้แล้วกว่า 30,000 ล้านบาท แต่หลายฝ่ายมองว่านี่ยังเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะไทยยังไม่มีแพลตฟอร์มหรือเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของตนเองที่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้
รัฐต้องกระตุ้นให้เกิดสร้างและพัฒนา บริการออน ไลน์ภายในประเทศเพื่อลดการเพิ่งพาต่างชาติ โดยสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยี Startup ไทยให้มากกว่าปัจจุบัน ภาครัฐควรกําหนดหน่วยงานสรุปตัวเลขการขาดดุลดิจิทัล และนําตัวเลขการขาดดุลดิจิทัลเข้าไปรวมกับการขาดดุลของประเทศ รวมถึงสร้างเงื่อนไขให้บริษัทต่างชาตินำรายได้ที่เกิดจากผู้ใช้งานไทยมาบันทึกในประเทศไทยมากขึ้น






