thansettakij
thansettakij
กูรูTiktokชี้ เกษตรกรไลฟ์ขายเองไม่ง่าย  ระวังกับดัก LIVE Commerce

กูรูTiktokชี้ เกษตรกรไลฟ์ขายเองไม่ง่าย ระวังกับดัก LIVE Commerce

30 เม.ย. 69 | 09:47 น.
อัปเดตล่าสุด :30 เม.ย. 69 | 10:46 น.

เชี่ยวชาญด้านการตลาดและกูรูบนTiktok เผยอินไซด์วงการ LIVE Commerce ไม่ง่าย ต้องเข้าใจแพลตฟอร์ม ค่าธรรมเนียม กฎชุมชน คำนวณพลาดระวังขายดีจนเจ๊ง ชี้ปัญหาเกษตรกรไลฟ์ขายของ อุปสรรคเพียบ

KEY

POINTS

  • เกษตรกรไลฟ์ขายของไม่ง่าย หากคำนวณต้นทุนผิดพลาด โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าใช้จ่ายแฝง ทำให้แม้ขายได้มากแต่ไม่เหลือกำไร
  • อุปสรรคสำคัญคือระบบจัดการหลังบ้าน โดยเฉพาะกฎการส่งสินค้าภายใน 24 ชั่วโมงของ TikTok ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับเกษตรกร และอาจทำให้ร้านค้าถูกปิดหากทำไม่ได้ตามเกณฑ์
  • การไลฟ์ขายของให้ประสบความสำเร็จต้องใช้ทักษะสูงในการสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจและดึงดูดผู้ชม ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเกษตรกรที่ไม่มีพื้นฐาน และการอบรมจากภาครัฐมักไม่เพียงพอเพราะขาดการสนับสนุนต่อเนื่อง

ปัจจุบัน TikTok ก้าวจากการเป็นแพลตฟอร์มเพื่อความบันเทิง สู่การเป็นมหาอำนาจด้าน Shoppertainment ที่สร้างยอดขายอันดับ 1 ให้กับหลายแบรนด์ แต่ในขณะเดียวกันถ้าผู้ขายขาดความรู้ความเข้าใจ ก็อาจเกิดเหตุการ “ขายดีจนเจ๊ง” ขึ้นได้เช่นกัน นี่คือสิ่งที่นางสาวภัทรมน ภุมรินทร์ (CEOแพตตี้) ผู้บริหาร บริษัท Miracle Mantra & Benitar Company และเชี่ยวชาญด้านการตลาดและกูรูบนTiktok  เจ้าของช่อง Ceoปากตลาด ได้เปิดเผยข้อมูลเจาะลึกถึงโอกาส อุปสรรคและข้อควรระวังสำคัญในการทำธุรกิจบน TikTok ไว้อย่างน่าสนใจ

กุญแจความสำเร็จ Live Commerce 

คุณภัทรมน เปิดเผยถึงหัวใจของความสำเร็จ ในการขายสินค้าผ่าน  Live Commerce หรือการไลฟ์ขายสินค้าว่า "ความคาดเดาไม่ได้" คือ เสน่ห์และกุญแจของความสำเร็จ ในแง่ของการไลฟ์สดขายสินค้า ความยากคือการรักษาคนดู ดังนั้นเทคนิกของอินฟลูเอนเซอร์ระดับประเทศอย่าง พิมรี่พาย หรือ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น คือการทำให้คนดูรู้สึกว่า "คาดเดาไม่ได้" 

ในขณะที่การไลฟ์แบบมีสเต็ปตายตัวจะทำให้คนดูเบื่อและเลิกดูทันที ดังนั้นการบริหารจัดการไลฟ์สดจึงต้องใช้ประสบการณ์สูงมาก เพื่อพลิกสถานการณ์และสร้างกระแสตลอดเวลา

นอกจากนี้ น.ส.ภัทรมน ได้เปิดเผยถึงรูปแบบการไลฟ์สดขายสินค้า โดยจ้าง Influencer หรือดาราที่มีชื่อเสียงว่า ปัจจุบันแบรนด์ต่างๆมีการจ้าง Influencer หรือดารามาไลฟ์ขายสินค้าเป็นจำนวนมาก โดยมีโมเดลการจ้างที่หลากหลาย เช่น

  • Mix Brand คือการแชร์เวลาในการไลฟ์ขายสินค้ากับแบรนด์อื่นในการไลฟ์แต่ละรอบของInfluencer หรือดารารายนั้นๆ โดยค่าจ้างมีตั้งแต่ 5,000 ถึง 50,000 บาทต่อครั้ง ครั้งละตั้งแต่ 10-15 นาที ซึ่งการตกลงขึ้นอยู่กับแต่ละราย 
  • แบรนด์เดี่ยว คือการจ้างไลฟ์เฉพาะแบรนด์เดียว ค่าจ้างอาจสูงถึง 80,000 ถึง 200,000 บาทต่อชั่วโมง และบางรายสูงถึง 350,000 บาท

นอกจากนี้ยังอาจมีค่าคอมมิชชัน ที่ทางแบรนด์ต้องจ่ายเพิ่มอีกขั้นต่ำ 10% โดยผ่านระบบ TikTok หรือขึ้นอยู่กับข้อตกลงร่วมกัน

ภัทรมน ภุมรินทร์ (CEOแพตตี้) ผู้บริหาร บริษัท Miracle Mantra & Benitar Company และเชี่ยวชาญด้านการตลาดและกูรูบนTiktok  เจ้าของช่อง Ceoปากตลาด

กับดัก "ขายดีจนเจ๊ง" - การส่งสินค้า

ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดที่คุณภัทรมนเน้นย้ำคือ "การคำนวณต้นทุน" ผู้ประกอบการหลายรายกระโดดเข้าสู่ TikTok Shop โดยลืมคำนวณค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มหัก (Commission Fees) และค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ทำให้เกิดสภาวะ "ขายดีจนเจ๊ง" เพราะยอดขายสูงแต่กลับไม่มีกำไรเหลือจริง นอกจากนี้ยังมีเรื่อง "กฎชุมชน" ที่เปรียบเสมือนกฎหมาย ซึ่งเป็นภาษาที่อ่านเข้าใจยากสำหรับชาวบ้านทั่วไป เนื่องจากถูกเขียนด้วยภาษากฎหมายและครอบคลุมไปถึงข้อกำหนดของ อย. และหน่วยงานรัฐต่างๆ หากไม่ศึกษาให้ดีอาจทำผิดกฎโดยไม่รู้ตัว

สำหรับ SME และเกษตรกร อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือ "ระบบจัดการหลังบ้าน" ซึ่งTikTok มีกฎเหล็กที่ร้านค้าต้องส่งสินค้าภายใน 24 ชั่วโมง  ซึ่งเป็นเรื่องยากมากสำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ห่างไกลหรือทำระบบการแพ็คและการปริ้นออเดอร์ไม่เป็น

ผลกระทบจากการส่งของล่าช้าคือ ร้านค้าจะถูกหักคะแนน และเมื่อถูกหักคะแนนจนถึงเกณฑ์ ร้านจะถูกปิดทันที ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ ทำให้ผู้ประกอบการเสียกำลังใจและมีทัศนคติเชิงลบต่อระบบไปในที่สุด

ปรับตัวสู่ “ผู้ค้าบน TikTok" ไม่ง่าย

ความท้าทายที่คุณภัทรมนพบจากประสบการณ์การสอนลูกศิษย์ ทั้งดาราและผู้ประกอบการ คือการไม่เข้าใจธรรมชาติของคอนเทนต์ การทำคลิปบน TikTok ไม่เหมือนกับ YouTube หรือแพลตฟอร์มอื่น ผู้ค้าต้องเรียนรู้วิธีการทำคลิปที่แพลตฟอร์มรัก ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่ไม่เคยสัมผัสโลกของคลิปสั้นมาก่อน การจะเปลี่ยนจากคนหลังกล้องหรือคนทำสวน มาเป็นนักขายที่สร้างความสนุกสนานและดึงดูดใจได้นั้น ต้องใช้ทั้งทักษะและความต่อเนื่องสูงมาก

สำหรับการผลักดันให้เกษตรกรสามารถไลฟ์ขายสินค้าได้ด้วยตนเองนั้น คุณภัทรมนเล่าประสบการณ์จริงจากการร่วมเป็นวิทยากรอบรมให้กับหน่วยงานรัฐที่ผ่านมาว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภาครัฐและหลายหน่วยงานพยายามผลักดันให้เกษตรกรไทยก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัล โดยเฉพาะการขายสินค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรโดยตรง หรือสินค้าแปรรูปในกลุ่ม OTOP ซึ่งความตั้งใจนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี และเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่

แต่จากที่ได้สัมผัสทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ค้ารายย่อยทั่วประเทศ กลับพบว่าความพยายามเหล่านั้น ยังไม่สามารถเปลี่ยนให้เกิดผลลัพธ์จริงได้อย่างที่ควรจะเป็น หนึ่งในปัญหาหลักคือ ความเข้าใจที่ว่าเมื่ออบรมแล้ว คนจะสามารถนำไปใช้ได้ทันที

ในความเป็นจริง การเรียนรู้เพียงครั้งเดียว ไม่สามารถทำให้ใครมีทักษะมากพอที่จะลงมือทำและประสบความสำเร็จได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ได้เติบโตมาในบริบทของเทคโนโลยี หลายคนเพิ่งเริ่มต้นจากศูนย์ แค่การสมัครบัญชีใน TikTok หรือการกดปุ่ม “ไลฟ์ขายของ” ครั้งแรก ก็เป็นเรื่องที่ยากและท้าทายอย่างมาก

เมื่อไม่มีการติดตามผล ไม่มีการช่วยแก้ปัญหาเมื่อผู้เรียนติดขัด และไม่มีระบบสนับสนุนให้เขาได้ฝึกฝนต่อเนื่องในชีวิตจริง ผลลัพธ์คือ แม้จะผ่านการอบรม แต่ผู้เรียนจำนวนมากไม่สามารถเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นทักษะ หรือรายได้ที่จับต้องได้

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ สภาพแวดล้อม เกษตรกรจำนวนมากใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ของตนเอง ไม่ได้สัมผัสโลกการค้าออนไลน์อย่างใกล้ชิด การจะลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ ๆ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้ แต่เป็นเรื่องของความกล้า ความเชื่อมั่น และพลังใจ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความพยายามจำนวนมากยังไม่ประสบความสำเร็จ