
กรมพัฒน์-DSI ไล่บี้ทุนต่างชาติ จ่อใช้กฎหมายฟอกเงิน ฟันนอมินีขั้นเด็ดขาด
กรมพัฒน์ฯ ผนึก DSI ตรวจเข้มธุรกิจต่างชาติสมุย-พะงัน หลังพบต่างชาติร่วมลงทุนพุ่งชี้เป้า 34 บริษัทกลุ่มเสี่ยง เตรียมหารือสมาคมธนาคารไทย สอบแหล่งเงินทุนของผู้ถือหุ้นก่อนรับจดจัดตั้งบริษัท จ่อดึงกฎหมายฟอกเงินไล่บี้เส้นทางเงิน
KEY
POINTS
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมมือปราบปรามบริษัทนอมินีของชาวต่างชาติ โดยมุ่งเป้าตรวจสอบในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญเช่น เกาะพะงันและเกาะสมุยเป็นอันดับแรก
- เตรียมผลักดันให้ความผิดฐานนอมินีเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและยึดทรัพย์สิน
- DSI จะรับคดีที่มีมูลค่าทรัพย์สินเกิน 100 ล้านบาทเป็นคดีพิเศษ และจะมุ่งเป้าไปที่ผู้สนับสนุน เช่น สำนักงานกฎหมายและบัญชีที่ช่วยจัดตั้งบริษัทนอมินี
- มีแผนร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยเพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุนของผู้ถือหุ้นก่อนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท
11 พฤษภาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมการพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) เปิดเผยหลังประชุมร่วมกับพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อหารือถึงสถานการณ์ ‘นอมินี’ ในประเทศไทย โดยได้ร่วมกันวางแนวทางการตรวจสอบบริษัทนอมินีอย่างเข้มข้น โดยโฟกัสไปที่ เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนเป็นลำดับแรก ซึ่งได้นำข้อมูลบริษัทที่ได้สแกนอย่างละเอียดจำนวน 11,426 บริษัท มาจำแนกโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเป็นบริษัทนอมนี ในระดับสูง กลาง ต่ำ และจะกำหนดระยะเวลาการตรวจสอบ
ส่ง 34 รายชื่อให้ DSI ตรวจสอบ ชี้น่ากังวล
ขณะนี้ มีการส่งรายชื่อบริษัทที่เข้าข่ายความเสี่ยงสูงให้ DSI ตรวจสอบแล้ว 34 ราย ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบสัดส่วนการร่วมทุนของต่างชาติในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญน่ากังวล
ทั้งนี้ DBD และ DSI รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติการปราบปรามนอมินีเกาะพะงันและเกาะสมุย รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา พัทยา หัวหิน
โดยทุกหน่วยงานตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นนอมินี และนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษอย่างจริงจัง เนื่องจาก‘นอมินี’ เป็นปัญหาสำคัญระดับชาติที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงทางธุรกิจของประเทศในหลายมิติ
เตรียมถกสมาคมธนาคารไทยตรวจสอบที่มาแหล่งเงินทุน
นอกจากนี้ ได้เตรียมร่วมมือกับ สมาคมธนาคารไทย ซึ่งจะมีการหารือกันในสัปดาห์หน้า โดยจะตรวจสอบแหล่งเงินทุนของผู้ถือหุ้นก่อนรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยคาดว่าจะเริ่มจากกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงก่อนเพื่อไม่ให้กระทบภาพรวมการทำธุรกิจ อย่างไรก็ตามเกณฑ์การตรวจสอบต้องมีการหารือกับทางสมาคมธนาคารไทยอีกรอบ
"การปราบปราม DSI จะรับคดีที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป หรือกรณีที่มีผลกระทบวงกว้างเป็นคดีพิเศษ โดยจะมุ่งเป้าไปที่ ผู้สนับสนุน เช่น สำนักงานกฎหมายหรือสำนักงานบัญชีที่ช่วยจัดตั้งนอมินีจำนวนมากในคราวเดียว"
นอกจากนี้ ได้มีการผลักดันให้ความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือคนต่างด้าวที่ยอมให้คนไทยกระทำการแทน เป็นความผิดมูลฐาน ตามร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่. ...) พ.ศ. ... ซึ่งทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) เป็นเจ้าเรื่องซึ่งปัจจุบัน อยู่ในขั้นตอนของกฎหมาย โดยได้มีการส่งเรื่องยังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยืนยันร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวไว้พิจารณา หากที่ประชุมเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะมีอำนาจในการตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ทุกขั้นตอน และสามารถใช้มาตรา 36, 37 ในการ ยึดทรัพย์สินได้ ซึ่งถือเป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน
สุราษฎร์ธานีฮิต ต่างชาติแห่ร่วมทุนกว่า 1 หมื่นราย
ทั้งนี้ จากข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจการค้า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ล่าสุดมีบริษัทจำกัดทั้งหมด 21,717 ราย ในจำนวนนี้เป็นบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 11,649 ราย แบ่งเป็นต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป 96 ราย และถือหุ้น 0.01-49.99% จำนวน 11,553 ราย
สำหรับ 10 อันดับสัญชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมากที่สุด อันดับ 1 ฝรั่งเศส 2,365 ราย คิดเป็น 20% รองลงมา อังกฤษ 1,446 ราย หรือ 12% รัสเซีย 1,205 ราย และอิสราเอล 1,147 ราย
ขณะที่ อำเภอเกาะสมุย มีบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 12,050 ราย และมีบริษัทที่ต่างชาติร่วมลงทุนสูงถึง 8,213 ราย โดยต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% จำนวน 53 ราย และถือหุ้นไม่เกิน 49.99% จำนวน 8,160 ราย
โดยนักลงทุนหลักในเกาะสมุย เป็นฝรั่งเศสมากที่สุด 1,937 ราย หรือ 24% ตามด้วยอังกฤษ 1,077 ราย รัสเซีย 885 ราย จีน 478 ราย และอิสราเอล 419 ราย
ส่วนอำเภอเกาะพะงัน มีบริษัททั้งหมด 4,761 ราย และมีบริษัทต่างชาติร่วมลงทุน 3,213 ราย โดยต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% จำนวน 25 ราย และถือหุ้นต่ำกว่า 50% จำนวน 3,188 ราย
โดยนักลงทุนหลักในเกาะพะงัน เป็นอิสราเอลขึ้นเป็นอันดับ 1 ของเกาะพะงัน จำนวน 720 ราย หรือ 22% ตามด้วยฝรั่งเศส 426 ราย อังกฤษ 359 ราย และรัสเซีย 306 ราย





