
สัญญาณหนี้ขยายตัวแรง จับตาแรงงานรายได้น้อยเสี่ยงหนัก!
หนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง 62.44% สะท้อนเศรษฐกิจเปราะบาง แรงงานรายได้น้อยจมภาระหนี้เฉลี่ยเกือบ 5 แสน
KEY
POINTS
- ผลสำรวจ ก.พ. 69 พบสัดส่วนประชาชนมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเป็น 62.44% จากปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ฟื้นตัวไม่ทัน
- กลุ่มแรงงานรายได้น้อย (ไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน) เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด โดย 98% มีหนี้สินเฉลี่ยเกือบ 5 แสนบาท และมีภาระผ่อนชำระต่อเดือนสูงกว่ารายได้
- การก่อหนี้ของคนส่วนใหญ่มาจากความจำเป็นในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพื่อการลงทุนหรือซื้อสินทรัพย์ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้านรายได้ที่ไม่เพียงพอ
จากสถานการณ์หนี้สินของภาคครัวเรือนไทยในปี 2569 กำลังกลายเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนสำคัญของเศรษฐกิจไทย หลังสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เผยผลสำรวจภาระหนี้สินของประชาชนและแนวโน้มในอนาคต ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 6,469 รายทั่วประเทศ พบว่า สัดส่วนประชาชนที่มีหนี้สินเพิ่มขึ้นเป็น 62.44% จาก 50.99% ในช่วงเดียวกันของปี 2568 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนชัดว่า “หนี้กำลังขยายตัว” ในวงกว้าง ภายใต้แรงกดดันสำคัญคือค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ของประชาชนจำนวนมากยังฟื้นตัวไม่ทัน
แม้ประชาชนเริ่มระมัดระวังทางการเงินมากขึ้นทั้งการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น การวางแผนการเงิน และการหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ใหม่ แต่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น รายได้ไม่เพียงพอ และต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น ทำให้หลายครัวเรือนยังคงต้องพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อประคองชีวิต
เมื่อจำแนกตามอาชีพ พบว่ากลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้สูงที่สุด ได้แก่ พนักงานของรัฐ เกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพอิสระ
โดยมีสัดส่วนหนี้ในระบบสูงถึง 89.09% 82.71% และ 80.28% ตามลำดับ โดยกลุ่มพนักงานของรัฐ ซึ่งมีรายได้ค่อนข้างแน่นอน กลับเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีหนี้สูง สะท้อนถึงการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่าย รวมถึงพฤติกรรมการก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์ เช่น บ้านและรถยนต์
ขณะที่กลุ่มเกษตรกรและแรงงานอิสระ มีลักษณะหนี้ที่แตกต่างออกไป โดยมักก่อหนี้เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในอาชีพ และเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของรายได้ โดยเฉพาะในภาคเกษตรที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก เช่น สภาพอากาศและราคาสินค้าเกษตร
รายได้สูงก็หนีไม่พ้นหนี้
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ โครงสร้างหนี้ตามระดับรายได้ ซึ่งพบว่า กลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน มีสัดส่วนหนี้สินสูงที่สุด รองลงมาคือกลุ่มรายได้ 10,001-50,000 บาทปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า การมีรายได้สูงไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีหนี้ แต่กลับมีแนวโน้มก่อหนี้มากขึ้นจากการเข้าถึงสินเชื่อและการลงทุนในสินทรัพย์ในทางกลับกัน กลุ่มรายได้น้อย โดยเฉพาะตํ่ากว่า 20,000 บาทต่อเดือน มักก่อหนี้เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ
ที่น่ากังวลคือ กลุ่มรายได้ตํ่ากว่า 10,000 บาท มีสัดส่วนการก่อหนี้จากรายได้ที่ไม่แน่นอนและค่าใช้จ่ายฉุกเฉินสูงกว่ากลุ่มอื่น สะท้อนถึงความเปราะบางทางการเงิน และความเสี่ยงที่จะเข้าสู่วงจรหนี้เรื้อรัง
สินเชื่อออนไลน์โตแรง คนรุ่นใหม่เสี่ยงเพิ่ม
เมื่อพิจารณาประเภทของหนี้ พบว่า การกู้ยืมจากสถาบันการเงินยังคงเป็นแหล่งหนี้หลัก คิดเป็น 23.23% รองลงมาคือบัตรเครดิต 19.90% สินเชื่อออนไลน์ 12.90% และสหกรณ์ 12.87% โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือ “สินเชื่อออนไลน์” ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่
ข้อมูลระบุว่า กลุ่มอายุ 20-29ปี มีสัดส่วนการใช้สินเชื่อออนไลน์สูงถึง 27.25% ขณะที่นักศึกษามีสัดส่วนสูงถึง 31.55% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในทุกกลุ่ม แม้สินเชื่อออนไลน์จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงเงินทุน แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการก่อหนี้เกินตัว โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังไม่มีรายได้มั่นคง
รายได้น้อย ภาระผ่อนหนี้สูง
ในด้านภาระผ่อนชำระต่อเดือน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ผ่อนหนี้ไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน คิดเป็น 38.91% รองลงมาคือไม่เกิน 10,000 บาท (34.59%) และช่วง 10,000-30,000 บาท (19.29%)
แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่สูง แต่เมื่อเทียบกับรายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย กลับถือว่าเป็นภาระที่หนัก และส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต
ขณะเดียวกัน กลุ่มรายได้สูงจะมีภาระผ่อนชำระสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ยังมีศักยภาพในการบริหารจัดการได้ดีกว่า
เมื่อสอบถามถึงสาเหตุของการก่อหนี้ พบว่า อันดับ 1 คือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน คิดเป็น 29.06% รองลงมาคือการซื้อสินทรัพย์ เช่น บ้านและรถยนต์ 25.83% และการลงทุน 13.45% ในบางกลุ่มอายุ เช่น ตํ่ากว่า 20 ปี และมากกว่า 60 ปี พบว่าสัดส่วนหนี้จากค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงปัญหาด้านวินัยทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย การก่อหนี้ไม่ได้มาจาก “ความอยาก” แต่เกิดจาก “ความจำเป็น” ในการดำรงชีวิต
แรงงานรายได้น้อย วิกฤตซ้อนวิกฤต
ภาพที่ชัดเจนที่สุดของปัญหาหนี้อยู่ในกลุ่มแรงงานรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน จากการสำรวจ 1,250 ตัวอย่าง พบว่า 98% มีหนี้สิน
โดยมีหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงถึง 494,500 บาท และต้องผ่อนชำระเดือนละประมาณ 18,800 บาท ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ ที่สำคัญ หนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการลงทุน แต่เป็นการกู้เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และชำระหนี้เดิม สะท้อนถึงวงจรหนี้ที่ยากจะหลุดพ้น
ไม่มีเงินออม-รายได้ไม่พอใช้วงจรเปราะบาง
แรงงานกว่า 79.1% ระบุว่าไม่มีเงินออม หรือไม่สามารถออมเงินได้ ขณะที่ผู้มีเงินออมเหลือเพียง 20.9% ปัจจัยหลักมาจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดย 59.5% ระบุว่าราคาสินค้าส่งผลกระทบต่อชีวิตในระดับมาก ขณะเดียวกัน ภาระหนี้และดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม ยิ่งทำให้รายได้สุทธิลดลง และกระทบสภาพคล่อง
แม้ผลสำรวจพบว่า 61.84% ของประชาชนไม่มีแผนก่อหนี้เพิ่มในปี 2569 แต่ยังมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายจำเป็นในกลุ่มที่ยังต้องก่อหนี้ สาเหตุหลักคือค่าใช้จ่ายประจำที่เพิ่มขึ้น 15.52% รองลงมาคือการชำระหนี้เดิม และการลงทุน
เมื่อจำแนกตามอาชีพ พบว่า เจ้าของกิจการก่อหนี้เพื่อ “ประคองธุรกิจ” มากกว่าขยายกิจการ ขณะที่เกษตรกรและแรงงานอิสระก่อหนี้เพราะรายได้ไม่แน่นอน ส่วนพนักงานประจำเน้นก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์ ในด้านรายได้ กลุ่ม 20,001–30,000 บาท มีแนวโน้มก่อหนี้มากที่สุด ขณะที่กลุ่มรายได้สูงกว่า 40,001 บาท มีแนวโน้มชะลอการก่อหนี้
ชี้ทางออกต้องแก้ทั้งระบบ
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยไม่ใช่เพียงปัญหาพฤติกรรมการใช้จ่าย แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แม้ประชาชนจะพยายามปรับตัว แต่หากรายได้ยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ปัญหาหนี้ก็จะยังคงอยู่
ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องดำเนินควบคู่กัน ทั้งการเพิ่มรายได้ ลดภาระค่าครองชีพ ส่งเสริมวินัยทางการเงิน และออกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด เพราะหากปล่อยให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังอาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่กระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว





