
'ภัทรพงศ์' สั่งบวท.หั่นค่าเดินอากาศ 30% อุ้มสายการบินลดค่าโดยสาร
'ภัทรพงศ์' รมช.คมนาคม มอบนโยบาย บวท. ดันมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% ขยายเวลาชำระหนี้ เสริมสภาพคล่อง อุ้มสายการบินรับมือราคาพลังงานผันผวน ลดค่าโดยสารช่วยประชาชน
KEY
POINTS
- รมช.คมนาคม สั่ง บวท. ลดค่าบริการการเดินอากาศสำหรับเที่ยวบินในประเทศ 30% เพื่อช่วยเหลือสายการบินที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน
- ออกมาตรการขยายเวลาชำระหนี้ (Credit Term) ให้สายการบินสามารถแบ่งชำระค่าบริการได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2569 เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง
- มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดต้นทุนให้สายการบิน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ค่าโดยสารเครื่องบินปรับลดลงเพื่อช่วยเหลือประชาชน
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังจากการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในการกำกับดูแล เบื้องต้นได้เน้นย้ำการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล
ทั้งนี้ได้สั่งการให้บริษัท วิทยุการบินฯ เสนอมาตรการช่วยเหลือสายการบินและเพิ่มสภาพคล่อง เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนและรักษาสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการสายการบินที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลกและความผันผวนของราคาพลังงาน
คลอด 2 มาตรการลดภาระสายการบิน
สำหรับมาตรการช่วยลดภาระต้นทุนทุนสายการบิน ดังนี้
1.การปรับลดค่าบริการการเดินอากาศสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ 30%
2.มาตรการขยายระยะเวลาชำระหนี้ (Credit Term) โดยให้สายการบินชำระค่าบริการ 50% ตามกำหนดเดิม และส่วนที่เหลืออีก 50% สามารถขยายเวลาออกไปได้อีก 30 วัน ระหว่างเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2569
นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า สำหรับ 2 มาตรการข้างต้น จะช่วยให้สายการบินมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีต่อเนื่องไปถึงการปรับลดราคาค่าโดยสารให้กับประชาชนในอนาคต ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและราคาพลังงานที่ผันผวน
"มาตรการดังกล่าวจะกระทบต่อการสูญเสียรายได้บวท.หรือไม่นั้น เรามองว่า การลดค่าบริการเที่ยวบินจะทำให้สายการบินต่างๆเปิดเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้ไม่ได้ลดลง แต่สายการบินเหล่านี้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น" นายสุรชัย กล่าว
อย่างไรก็ดีการดำเนินมาตรการลดภาระต้นทุนสายการบิน ของบวท.เพื่อช่วยประคับประคองอุตสาหกรรมการบินในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการการจราจรทางอากาศเพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยในระยะยาว
ออกแบบเส้นทางบินใหม่
นายสุรชัย กล่าวต่อว่า บวท. ให้ความสำคัญกับการลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของสายการบินผ่านการบริหารจัดการจราจรทางอากาศที่มีประสิทธิภาพ โดยออกแบบเส้นทางบินใหม่เน้นเส้นทางที่สั้นลง จำนวน 2 โครงการ ได้แก่
1.เส้นทางบิน NAN- SAGAG ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ไทย-ลาว-จีน เพื่อลดระยะทางการบิน และเชื่อมโยงการเดินทางจากประเทศไทยไปยังพื้นที่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของจีน เช่น คุนหมิง กุ้ยหยาง เฉิงตู เทียนฟู ฉงชิ่ง ซีอาน ผ่าน สปป.ลาว
2. เส้นทางบิน Direct Route ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง สำหรับเครื่องบินผ่านน่านฟ้าไทย โดยใช้เทคโนโลยี PBN ลดระยะทางการบิน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง ยังช่วยให้สายการบินและผู้ใช้งานห้วงอากาศสามารถวางแผนปฏิบัติการบินล่วงหน้าได้อีกด้วย ซึ่งมีการเจรจาร่วมกับจีนและสปป.ลาวแล้ว คาดว่าจะประกาศใช้ทั้ง 2 เส้นทางภายในปีนี้
ทั้งนี้ยังมีการบริหารจัดการให้เครื่องบินไต่ระดับขึ้นอย่างสม่ำเสมอโดยไม่หยุดพัก (Step Climb) ซึ่งจะช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันได้อย่างมาก
นายสุรชัย กล่าวต่อว่า บวท.เร่งรัดโครงการเตรียมความพร้อมการให้บริการการเดินอากาศ ณ สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งโครงการนี้อยู่ในกลุ่ม Quick-win 2 เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการให้บริการการเดินอากาศ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งพัฒนาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการจราจรทางอากาศด้วยระบบ Digital Tower ทั้งในรูปแบบ Hybrid
สำหรับสนามบินที่มีปริมาณการจราจรทางอากาศสูง ได้แก่ กลุ่มสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง และในรูปแบบ Remote Tower ส่วนสนามบินที่มีปริมาณการจราจรทางอากาศต่ำ ในกลุ่มสนามบินเบตง และสนามบินนราธิวาส
อย่างไรก็ดียังมีการศึกษาแนวทางการให้บริการการขนส่งทางอากาศในอนาคต โดยพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการบินแบบทั่วทั้งระบบ ตามกรอบการพัฒนาระบบการบินสมัยใหม่ เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคของ System Wide Information Management (SWIM) พัฒนาระบบบริหารจัดการห้วงอากาศแบบบูรณาการ
ทั้งนี้รวมถึงบูรณาการงานด้านบริการจราจรทางอากาศสำหรับอากาศยานไร้คนขับและบริการข้อมูลการบิน สนับสนุนการขนส่งทางอากาศรูปแบบใหม่ (Advanced Air Mobility: AAM) รองรับบริการอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน และอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งไฟฟ้าอีกทั้งออกแบบการใช้ห้วงอากาศใหม่ให้มีขีดความสามารถในการรองรับความต้องการของผู้ใช้ห้วงอากาศกลุ่มต่าง ๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างมีคุณภาพ
ขณะเดียวกันนายภัทรพงศ์ ได้สั่งการให้บริษัท วิทยุการบินฯเร่งรัดการจ่ายงประมาณประจำปี 2569 โดยให้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัดในการกระตุ้นกระแสเงินสดในภาคอุตสาหกรรม เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงจัดทำแผนและปรับปรุงแผนการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2570 โดยคำนึงถึงความจำเป็น คุ้มค่าต่อการลงทุน และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ
นอกจากนี้ให้บริษัท วิทยุการบินฯ เร่งรัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการให้บริการการเดินอากาศของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาศต ให้สอดคล้องกับแผนระดับภูมิภาค และแผนระดับสากล ผ่านโครงการสำคัญ และมุ่งพัฒนาไปสู่องค์องค์กรดิจิทัลแห่งอนาคต
สั่งเข้มข้อร้องเรียน สรรหา MD บวท. คนใหม่
รายงานข่าวจากบวท.กล่าวว่า สำหรับกระบวนการสรรหา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท.คนใหม่นั้น ขณะนี้กระบวนการยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากมีการส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามาประมาณ 5-6 ประเด็น ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนของกระบวนการสรรหาและคุณสมบัติของผู้สมัครเป็นไปตามเกณฑ์การคัดเลือกหรือไม่
"เรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนของบริษัทในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล หรือประมาณช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนที่จะมีการลงนามสัญญา" รายงานข่าวจากบวท.กล่าว
ส่วนแนวทางการจัดการหากพบว่าข้อร้องเรียนเหล่านั้นเป็นความจริง จะทำให้กระบวนการสรรหาที่ผ่านมาทั้งหมดต้องถูกยกเลิก และเริ่มดำเนินการใหม่ตั้งแต่การเปิดรับสมัคร เพื่อความถูกต้องและยุติธรรม
ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาการฟ้องร้องที่อาจตามมาภายหลัง ดังที่เคยเกิดขึ้นในหลายกรณีของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอื่นๆ
ทั้งนี้ในปัจจุบันเรื่องทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเร่งสรุปข้อเท็จจริงเพื่อนำเสนอต่อบอร์ด บวท. ให้เร็วที่สุด เพื่อหาข้อสรุปว่าจะเดินหน้าลงนามสัญญาหรือยกเลิกกระบวนการสรรหาครั้งนี้
สำหรับประเด็นความกังวลเรื่องผลกระทบต่อการบริหารองค์กรหากขาดผู้อำนวยการตัวจริง บวท. ระบุว่า ปัจจุบันมีรองผู้อำนวยการใหญ่ทั้ง 5 ท่าน ช่วยดูแลงานตามความรับผิดชอบ และมีระบบการทำงานที่ชัดเจนรองรับอยู่แล้ว ทำให้การบริหารงานจึงยังคงเดินหน้าไปได้ตามปกติภายใต้อำนาจของผู้รักษาการแทน โดยไม่มีปัญหาติดขัดหรือส่งผลเสียต่อการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ขององค์กร







