thansettakij
thansettakij
ชูแลนด์บริดจ์รับมือวิกฤติฮอร์มุซ ปั้นไทยศูนย์กลางสำรองพลังงานโลก

ชูแลนด์บริดจ์รับมือวิกฤติฮอร์มุซ ปั้นไทยศูนย์กลางสำรองพลังงานโลก

04 พ.ค. 69 | 00:45 น.

เอกนัฏชูแลนด์บริดจ์รับมือวิกฤติฮอร์มุซ ปั้นไทยศูนย์กลางสำรองพลังงานโลก ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เลิกยึดสิงคโปร์ 100% สะท้อนต้นทุนจริง ดันโซลาร์รูฟท็อปลดพึ่ง LNG

KEY

POINTS

  • ผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สมบูรณ์ โดยสร้างคลังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่และท่อส่งน้ำมันเชื่อมสองฝั่งทะเล
  • ตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางการสำรองและซื้อขายน้ำมันแห่งใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกแทนสิงคโปร์ และรับมือความเสี่ยงหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด
  • ส่งเสริมการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ที่บริหารโดยรัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างแท้จริงและลดภาระภาคเอกชน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงทิศทางการบริหารจัดการพลังงานของประเทศท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกว่า ขณะนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสทางยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) สูงกว่าได้

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ให้ความสำคัญคือการใช้โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยย้ำว่าโครงการนี้ต้องประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สมบูรณ์แบบ ประกอบด้วย

1. มากกว่าแค่ถนนและราง แลนด์บริดจ์จะต้องมีการก่อสร้างถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ (Tank Farm) และระบบขนส่งน้ำมันทางท่อเชื่อมต่อระหว่างสองฝั่งมหาสมุทร

2. ต้องเป็นทางเลือกใหม่แทนสิงคโปร์ โดยมีเป้าหมายดึงดูดให้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง นำน้ำมันดิบมาฝากเก็บและทำการซื้อขาย (Trading) ในประเทศไทย แทนการพึ่งพาเฉพาะตลาดเดิมอย่างสิงคโปร์

ชูแลนด์บริดจ์รับมือวิกฤติฮอร์มุซ ปั้นไทยศูนย์กลางสำรองพลังงานโลก

 

3. ทางรอดจากวิกฤติฮอร์มุซ ในสภาวะที่โลกเผชิญความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญกว่า 30% ของปริมาณการซื้อขายทั่วโลก หากไทยมีคลังเก็บน้ำมันของชาติต่าง ๆ มาตั้งอยู่ จะกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลและสร้างความมั่นคงให้ไทยมีน้ำมันใช้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ อีกประเด็นสำคัญคือการให้ประเทศไทยมีการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve - SPR) อย่างจริงจัง เพื่อเป็นน้ำมันสำรองของประเทศ จากเดิมที่กฎหมายบังคับให้เอกชนเป็นผู้สำรองน้ำมันตามกฎหมาย ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ 

“ไทยควรมีคลังสำรองที่เป็นของรัฐหรือเป็นความร่วมมือในระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อความมั่นคงที่แท้จริง โดยเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของไทยที่มีโรงกลั่นถึง 6 แห่ง และสามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูป (ดีเซลและเบนซิน) ได้เกินความต้องการใช้ในประเทศ จะทำให้ไทยกลายเป็น Last Man Standing หรือประเทศสุดท้ายที่ยังมีพลังงานใช้และอยู่รอดได้แม้ทั่วโลกจะเผชิญวิกฤติขาดแคลนพลังงาน

อีกทั้งนโยบายในการปรับปรุงโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น โดยไม่ควรอ้างอิงราคาสิงคโปร์ 100% นั้น เนื่องจากไทยมีโรงกลั่นเองและไม่ได้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปแต่เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่น รวมถึงแผนการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าที่มีราคาผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า

"ต้องรู้จักที่จะเปลี่ยนและรักษาโรคในตอนที่ยังมีโอกาส หากไม่ปรับตัวในตอนนี้ ในอนาคตอาจจะตายเพราะร่างกายไม่แข็งแรง การฉีดภูมิคุ้มกันและอัดวิตามินผ่านการปฏิรูปพลังงานในสภาวะที่ลำบาก จะทำให้มองกลับมาด้วยความภูมิใจในอีก 1 ปีข้างหน้าว่าได้สร้างความแข็งแกร่งที่แท้จริงให้ประเทศ"