thansettakij
thansettakij
เอกชน ห่วงค่าครองชีพพุ่ง ชี้ 'คนละครึ่งพลัส' ไม่ตอบโจทย์

เอกชน ห่วงค่าครองชีพพุ่ง ชี้ 'คนละครึ่งพลัส' ไม่ตอบโจทย์

01 พ.ค. 69 | 09:39 น.
อัปเดตล่าสุด :01 พ.ค. 69 | 10:38 น.

'สมชาย' อดีตนายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย ห่วง! ค่าครองชีพพุ่งซ้ำเติมคนฐานราก ชี้ “คนละครึ่งพลัส” ไม่ตอบโจทย์คนรายได้น้อย แนะ รัฐฯ สร้างงาน-กระจายรายได้ หนุน เศรษฐกิจชุมชน แทนแจกเงินระยะสั้น

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนกังวลปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงสวนทางกับรายได้ ซึ่งส่งผลกระทบหนักต่อประชาชนระดับรากหญ้า
  • ชี้ว่ามาตรการ "คนละครึ่งพลัส" ไม่ตอบโจทย์คนระดับล่างอย่างแท้จริง เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่มีเงินเติมเพื่อร่วมใช้จ่าย และเป็นประโยชน์กับคนชั้นกลางมากกว่า
  • มองว่าเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไม่ได้กระจายสู่ร้านค้ารายย่อย แต่ไหลกลับเข้าสู่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น
  • เสนอให้รัฐบาลเน้นการสร้างงานและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน แทนการกู้เงินมาแจกซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นและไม่ยั่งยืน

นายสมชาย พรรัตนเจริญ อดีตนายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ประชาชนระดับล่างและคนฐานรากของประเทศที่กำลังเผชิญภาวะค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างหนัก ขณะที่ รายได้กลับไม่เพิ่มตาม ซึ่งปัจจุบันเม็ดเงินการใช้จ่ายของคนไทยจำนวนมากไหลเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ศูนย์การค้า 

ทั้งนี้ ระบบค้าปลีกขนาดใหญ่ ส่งผลให้เงินในระบบชุมชนท้องถิ่นลดลงอย่างต่อเนื่อง แตกต่างจากอดีตที่เงินหมุนเวียนผ่านร้านโชห่วย ร้านค้ารายย่อย และผู้ค้าท้องถิ่น ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่คนทุกระดับได้ดีกว่า

ขณะที่ ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำด้านการจัดจำหน่ายสินค้าขยายตัวชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม และสินค้าในระบบค้าสมัยใหม่ ที่ต้องพึ่งพาเครือข่ายโลจิสติกส์ แพลตฟอร์ม และต้นทุนการตลาดสูง ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจำนวนมาก ทั้งค่าขนส่ง ค่าแพลตฟอร์ม ค่าเช่าพื้นที่ และค่าบรรจุภัณฑ์

"เงิน 100 บาทที่ประชาชนใช้จ่ายจริง อาจเหลือมูลค่าการบริโภคแท้จริงเพียงประมาณ 40 บาท ขณะที่ อีกกว่า 60% สูญเสียไปกับต้นทุนระบบสมัยใหม่ ซึ่งยิ่งทำให้คนระดับล่างจนลง"

ทั้งนี้ สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการ คือ การสร้างทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าราคาถูกผ่านร้านค้าดั้งเดิม ร้านค้าชุมชน และภาคเกษตรในท้องถิ่น เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น 

นายสมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากเรียกร้องให้ภาครัฐ กลับมาทบทวนกติกาเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะการควบคุมการขยายตัวของทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ชนบท หรือ อำเภอขนาดเล็ก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ค้ารายย่อยเติบโตได้ก่อน พร้อมเสนอให้ภาครัฐลดความเหลื่อมล้ำด้วยการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่าการปล่อยให้รายใหญ่ครอบงำตลาด โดยเปรียบเทียบว่าหากปล่อยให้ทุนขนาดใหญ่ขยายตัวเหมือนต้นไม้ใหญ่ ก็จะทำให้ผู้ค้ารายเล็กไม่สามารถเติบโตได้เลย

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส ก็มองว่า อาจตอบโจทย์คนระดับกลางที่ยังมีกำลังใช้จ่าย แต่ไม่สามารถช่วยคนระดับล่างที่ไม่มีเงินเติมได้จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการกู้เงินมาแจกอาจไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน เพราะสุดท้ายเม็ดเงินจำนวนมากอาจไหลกลับไปสู่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น ขณะที่ ประชาชนฐานรากยังคงเผชิญปัญหาเดิม

นอกจากนี้ อยากเสนอว่าหากรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงิน ควรนำไปใช้เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ ลดข้อจำกัดในการแข่งขัน และส่งเสริมศักยภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังสามารถทำงานได้ แทนการแจกเงินระยะสั้น 

"ในภาวะปัจจุบัน สิ่งสำคัญกว่าการกระตุ้น GDP คือ การสร้างความมั่นคงด้านปากท้อง ความอยู่รอด และคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับล่าง"