thansettakij
thansettakij
นักวิชาการ ม.กรุงเทพ แนะอัปเกรด "คนละครึ่งพลัส" ดึง Modern Trade ร่วม ลดรั่วไหล ดันเงินสร้างมูลค่าจริง

นักวิชาการ ม.กรุงเทพ แนะอัปเกรด "คนละครึ่งพลัส" ดึง Modern Trade ร่วม ลดรั่วไหล ดันเงินสร้างมูลค่าจริง

29 เม.ย. 69 | 08:32 น.
อัปเดตล่าสุด :30 เม.ย. 69 | 10:50 น.

รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล นักวิชาการติดอันดับ World's Top 2% Scientists ชี้ "คนละครึ่งพลัส" ยังมีช่องว่างเชิงโครงสร้าง แนะใช้ระบบ e-Tax Invoice และโมเดล Hybrid Quota ดึงค้าปลีกสมัยใหม่เข้าร่วม เพื่อให้เม็ดเงินรัฐสร้างผลต่อ GDP อย่างเต็มศักยภาพ

นักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่มีผลงานติดอันดับ World’s Top 2% Scientists 2025 จัดอันดับโดย Stanford University สหรัฐอเมริกา เสนอภาครัฐยกระดับรูปแบบโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณ โดยชี้ว่า แม้มาตรการดังกล่าวเป็นนโยบายที่มีบทบาทสำคัญในการพยุงกำลังซื้อ กระจายรายได้ และประคองเศรษฐกิจฐานรากในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังมี “ช่องว่างเชิงโครงสร้าง” ที่สามารถปรับปรุงได้ เพื่อให้เม็ดเงินรัฐสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ

รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ  ผู้ที่มีผลงานติดอันดับ World’s Top 2% Scientists 2025  จัดอันดับโดย Stanford University สหรัฐอเมริกากล่าวว่า นโยบาย “คนละครึ่ง” ที่รัฐดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และต่อยอดเป็น “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว (injection) และช่วยพยุงกำลังซื้อในระยะสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
 

อย่างไรก็ตาม ในมุมเชิงนโยบายระยะต่อไป ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “ประสิทธิภาพของเม็ดเงิน (fiscal efficiency)” ว่าสามารถแปรเปลี่ยนเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงได้มากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ ยังพบความเสี่ยงของ “การรั่วไหลของงบประมาณ (policy leakage)” ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เมื่อเม็ดเงินบางส่วนไม่ก่อให้เกิดการบริโภคจริง (real consumption) หรือไม่ได้เชื่อมโยงไปสู่การผลิตและการจ้างงาน เช่น การแปลงสิทธิ์เป็นเงินสด หรือการหมุนเวียนผ่านธุรกรรมที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (multiplier effect) อ่อนแรงลง และทำให้ผลกระทบต่อ GDP ต่ำกว่าศักยภาพของงบประมาณที่ใช้ไป

นักวิชาการ ม.กรุงเทพ แนะอัปเกรด "คนละครึ่งพลัส" ดึง Modern Trade ร่วม ลดรั่วไหล ดันเงินสร้างมูลค่าจริง

“กล่าวอีกนัยหนึ่ง ‘คนละครึ่ง+’ ช่วยเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว แต่เงินบางส่วนยังไม่ถูกใช้ไปในการซื้อขายจริง หรือไม่ต่อยอดไปสู่การผลิตและการจ้างงานได้เต็มที่ ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยังไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มศักยภาพ”

ในอีกมิติหนึ่ง รศ.ดร.สุชาติ เห็นว่า ข้อจำกัดของโครงการที่ยังไม่เปิดให้ “ค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade)” และผู้ประกอบการในระบบภาษีบางส่วนเข้าร่วม อาจทำให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ไหลผ่านห่วงโซ่อุปทานอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะสินค้าและบริการของ SME และผู้ผลิตรายย่อยจำนวนมาก ที่พึ่งพาช่องทางค้าปลีกในระบบภาษีเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภค

“เมื่อช่องทางสำคัญของตลาดไม่ได้ถูกเชื่อมเข้ากับมาตรการ การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงอาจไม่ครอบคลุมทั้ง ecosystem และทำให้เม็ดเงินบางส่วนไม่สามารถส่งต่อไปยังผู้ผลิตต้นน้ำได้เต็มที่”

ในมุมของผู้บริโภค เห็นว่า นโยบายควรคำนึงถึง “คุณภาพของการใช้จ่าย” ควบคู่กับปริมาณ โดยการเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าและบริการ จะช่วยสร้างการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ ลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการในภาพรวม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ตัวเลือกจำกัด

ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ คือการยกระดับความโปร่งใสผ่านระบบดิจิทัล เช่น e-Receipt และ e-Tax Invoice ที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลภาษี เพื่อให้การใช้จ่ายสามารถตรวจสอบได้ ลดช่องโหว่ของการทุจริต และช่วยดึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบมากขึ้น

พร้อมกันนี้ เสนอให้ภาครัฐพิจารณาแนวทาง “Hybrid Quota” โดยกำหนดสัดส่วนการใช้จ่ายระหว่างร้านค้ารายย่อยและค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อให้สามารถบรรลุทั้งเป้าหมายการกระจายรายได้สู่ชุมชน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรไทย OTOP และ SME ที่อยู่ในระบบ สามารถเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ได้มากขึ้น

นักวิชาการจากม.กรุงเทพระบุว่า ในระยะต่อไป การออกแบบนโยบายควรมุ่งไปที่การทำให้ “เงินทุกบาทสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจจริง” ไม่ใช่เพียงกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น แต่ต้องสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องให้ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจทำงานสอดประสานกัน และนำไปสู่การเติบโตที่โปร่งใส มีเสถียรภาพ และยั่งยืนในระยะยาว