
สศอ.ชี้สัญญาณอุตฯไทยเปราะบาง จับตาพลังงาน-ภูมิรัฐศาสตร์กดต้นทุน
สศอ.ชี้สัญญาณอุตสาหกรรมไทยยังเปราะบาง จับตาพลังงาน-ภูมิรัฐศาสตร์กดต้นทุน ด้าน MPI เดือน ก.พ.69 อยู่ที่ระดับ 97.70 หดตัว 0.04% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
KEY
POINTS
- ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน ก.พ. 69 หดตัว 0.04% สะท้อนสัญญาณความเปราะบางของภาคอุตสาหกรรมไทย
- ปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาพลังงาน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์
- ระบบเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมส่งสัญญาณ "เฝ้าระวัง" จากปัจจัยเสี่ยงด้านต้นทุนที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่า อยู่ที่ระดับ 97.70 หดตัว 0.04% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 58.21% เนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมกลับมาหดตัว จากโรงกลั่นบางโรงหยุดซ่อมบำรุงชั่วคราว
โดยอุตสาหกรรมปิโตรเลียมหดตัว 4.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง ส่งผลต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกของไทยลดลง อีกทั้งความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อกระทบบรรยากาศการค้าโลก ทั้งความผันผวนของต้นทุนโลจิสติกส์และพลังงานที่อาจปรับสูงขึ้น
สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้แก่ การใช้จ่ายของประชาชนขยายตัว โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีเทศกาลที่กระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนทั้งเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์ คาดว่าในส่วนของเทศกาลตรุษจีนมีเงินสะพัดกว่า 54,221 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเทศกาลวาเลนไทน์มีเงินสะพัดเกือบ 2,900 ล้านบาท ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหาร บรรจุภัณฑ์ กระดาษ เครื่องประทินผิว เป็นต้น อีกทั้งการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวกลับมาขยายตัวในรอบ 11 เดือน ส่งผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ หมูแช่แข็ง ทูน่ากระป๋อง มันฝรั่งทอดกรอบ และไส้กรอก
ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนมีนาคม 2569 ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง โดยปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง และมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนสูง จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
ส่วนปัจจัยในประเทศโดยรวมส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงต้องเฝ้าระวังประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้า
ภาพรวมภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังมีแรงหนุนจากการใช้จ่ายช่วงเทศกาลและการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัว และในปี 2569 มีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวได้ หากสามารถบริหารความเสี่ยง ด้านนโยบายการค้าโลกและทิศทางการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องจับตามองผลกระทบจากความขัดแย้งตะวันออกกลางที่กระทบต้นทุนโลจิสติกส์และพลังงาน
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งบูรณาการการทำงานเพื่อดูแลผู้ประกอบการทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดและแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ รวมถึงส่งเสริมการใช้ Local Content และ Made in Thailand อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แม้ยังมีความท้าทายจากความผันผวนของราคาพลังงานและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก แต่ยังมีอุตสาหกรรมบางกลุ่มที่สามารถสร้างโอกาสและต่อยอดได้ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม รถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง และบรรจุภัณฑ์กระดาษ
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่
น้ำมันปาล์ม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 59.91% จากน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ เป็นหลัก ตามปริมาณผลปาล์มออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย
เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 32.60% จากโซดาไฟและคลอรีน เป็นหลัก เนื่องจากฐานต่ำในปีก่อนจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงในปีก่อน ประกอบกับผู้ผลิตบางรายขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น จากความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพของตลาด
เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.71% จากเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กเส้นข้ออ้อย และเหล็กเส้นกลม เป็นหลัก ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ยานยนต์ และอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมถึงฐานต่ำในปีก่อน
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่
ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.82% จากน้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเบนซิน 91 แนฟทา และน้ำมันเตา เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ของทุกหน่วยการผลิต
เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.19% จากเครื่องปรับอากาศ เป็นหลัก ตามคำสั่งซื้อที่ลดลงหลังตัวแทนจำหน่ายมีสินค้าในสต๊อกจำนวนมาก ประกอบกับมีสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ และคำสั่งซื้อเครื่องปรับอากาศที่มี BTU สูงเพิ่มขึ้น
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.35% จากยางแท่ง น้ำยางข้น และยางแผ่น เป็นหลัก ตามปริมาณน้ำยางที่ออกสู่ตลาดลดลงจากสภาพอากาศร้อนจัด ทำให้ผู้ผลิตหลายรายชะลอการผลิตเนื่องจากน้ำยางมีราคาสูง






