thansettakij
thansettakij
คลังหั่นจีดีพีปีนี้ เหลือ 1.6% เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง

คลังหั่นจีดีพีปีนี้ เหลือ 1.6% เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง

28 เม.ย. 69 | 05:30 น.
อัปเดตล่าสุด :28 เม.ย. 69 | 05:34 น.

คลังหั่นจีดีพีปี 69 เหลือ 1.6% เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง คาดเงินเฟ้อพุ่ง 3% พร้อมออกมาตรการรับมือ ระบุอัดฉีดเม็ดเงินลงทุน-บริโภคลงเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.2%

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปีนี้ลงเหลือ 1.6% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 2%
  • สาเหตุหลักของการปรับลดคาดการณ์มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน
  • ตัวเลขยังไม่ได้รวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่กำลังจะออกมา
  • คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้นตามสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ลดลงเหลือ 1.6% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 2% ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ 3% ทั้งนี้ เป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งจากตะวันออกกลาง โดยคาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในช่วงกลางปีนี้

“การปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย เหลือ 1.6% ยังไม่ได้คำนวณรวมกับมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลจะออกมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมรายละเอียดมาตรการเพื่อรักษาระดับการขยายตัว โดยหากมีเม็ดเงินการลงทุน และการบริโภคลงสู่เศรษฐกิจ 1 แสนล้านบาท จะช่วยกระตุ้นจีพีพีได้ 0.2%”

สำหรับปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจในปี 2569 มาจากอุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยด้านการส่งออกคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ 6.2% ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ประกอบกับสัญญาณการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก

ขณะที่ด้านการนำเข้าคาดว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ 13.9% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สอดคล้องกับทิศทางการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่เป็นการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการผลิตเพื่อการส่งออกในระยะต่อไป รวมถึงเป็นผลจากราคานำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

ส่วนการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.3% ได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยกระจายรายได้สู่ระดับฐานราก ตลอดจนมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของภาครัฐที่ช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือน

สำหรับการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.2% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น มีการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงอย่างต่อเนื่อง มีการดำเนินการ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต

ทั้งนี้ ภาคการคลัง จะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่า การบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.3% และการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.7% อันเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 2.5-3.5%) ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 91.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ช่วงคาดการณ์ที่ 86.0-96.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศมีความแข็งแกร่ง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 6.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.0% ของ GDP

อย่างไรก็ดี ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ

  • ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน
  • ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า
  • สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้ง
  • ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังอยู่ในระดับสูง”