
คต. เตือน 6 สินค้าเสี่ยง แนะผู้ส่งออกไทย ปรับรับมือ CBAM เต็มรูปแบบ
คต. แนะผู้ส่งออกไทยเร่งปรับตัวหลัง EU ใช้ CBAM เต็มปี 2569 กระทบ 6 สินค้าไทย เสี่ยงต้นทุนเพิ่ม หากไม่เปิดข้อมูลปล่อยก๊าซ ผู้ส่งออกต้องเร่งปรับตัว ลดคาร์บอน เพิ่มขีดแข่งขันระยะยาว
KEY
POINTS
- สหภาพยุโรป (EU) บังคับใช้มาตรการ CBAM เต็มรูปแบบกับสินค้า 6 รายการที่ไทยส่งออก ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฮโดรเจน และไฟฟ้า
- ผู้ส่งออกที่ไม่สามารถแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แท้จริงได้ จะต้องใช้ค่ามาตรฐานอ้างอิงของ EU ซึ่งจะถูกปรับเพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น
- กรมการค้าต่างประเทศแนะให้ผู้ประกอบการเร่งจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซฯ และปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา สหภาพยุโรป (EU) ได้บังคับใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมสินค้า 6 รายการ ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฮโดรเจน และไฟฟ้า โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าดังกล่าวที่มีปริมาณเกิน 50 ตันต่อปีต่อราย ต้องซื้อใบรับรอง (CBAM Certificates) เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าที่นำเข้า
สำหรับสินค้าเหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจนจากประเทศไทย EU กำหนดให้มีการปรับเพิ่ม (Mark-up) ค่ามาตรฐานฯอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ปี 2569 เพิ่มขึ้น 10% ปี 2570 เพิ่มขึ้น 20% และปี 2571 เพิ่มขึ้น 30% ขณะที่สินค้าปุ๋ยของไทย กำหนดให้ปรับเพิ่มค่ามาตรฐานฯ 1% ต่อปี เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แท้จริง
ทั้งนี้ การคำนวณค่าชดเชยการปล่อยก๊าซฯ สามารถทำได้ 2 วิธี คือ
1. การคำนวณจากข้อมูลกระบวนการผลิตจริงของสินค้า ซึ่งต้องได้รับการทวนสอบจากหน่วยงานที่ EU รับรอง
2. การใช้ค่ามาตรฐานอ้างอิง ตามที่ EU กำหนดไว้ ภายใต้มาตรา 7 ของกฎระเบียบดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 EU ได้เผยแพร่กฎระเบียบเพิ่มเติม (EU 2025/2621) เพื่อกำหนดค่ามาตรฐานฯ แยกตามรายประเทศและรายสินค้า
โดยอ้างอิงจากค่าเฉลี่ยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงงานที่มีการปล่อยสูงสุดร้อยละ 10 เพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในกรณีที่ผู้ส่งออกสินค้า CBAM ไม่สามารถคำนวณค่าปล่อยก๊าซที่แท้จริง หรือไม่สามารถรับการทวนสอบได้ ในกรณีดังกล่าวผู้ส่งออกจะต้องใช้ค่ามาตรฐานฯ ในการคำนวณค่าชดเชยการปล่อยก๊าซฯ เพื่อประเมินภาษีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับการนำเข้าสินค้าไปยังตลาดของ EU
ทั้งนี้ หากยังไม่สามารถคำนวณค่าปล่อยก๊าซที่แท้จริง และยังคงใช้ค่ามาตรฐานฯ แทน ผู้ส่งออกจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นตามอัตรา ของค่ามาตรฐานฯ ที่กำหนด โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบเก่าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง เนื่องจากการปรับเพิ่มค่ามาตรฐานฯ ดังกล่าว จะทำให้ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใช้ในการคำนวณสูงขึ้น และส่งผลให้ต้องซื้อใบรับรองเพิ่มขึ้น
นางอารดาฯ เน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการไทยควรเร่งเตรียมความพร้อม โดยจัดเก็บข้อมูลและเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างถูกต้องครบถ้วน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในระยะยาว
ควบคู่กับการติดตามข่าวสารและกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด EU ได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการ CBAM ตาม QR Code ด้านล่าง หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานบริหารสินค้าสองทาง กองบริหารสินค้าข้อตกลงและมาตรการการค้าได้





