
'ศุภจี' ปัดฝุ่น 'มหานครผลไม้จันทบุรี' ขยายตลาด-แปรรูป แก้ราคาทุเรียน
'ศุภจี' แจงสภา เร่งปัดฝุ่นมหานครผลไม้จันทบุรี ยกระดับทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ดันแปรรูป-ขยายตลาด แก้ปัญหาผลผลิตล้นราคาไม่เสถียร โดยเฉพาะราคาทุเรียน
KEY
POINTS
- กระทรวงพาณิชย์เตรียมรื้อฟื้นโครงการ “มหานครผลไม้จันทบุรี” เพื่อแก้ปัญหาราคาผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียนอย่างครบวงจร
- โครงการจะมุ่งเน้นการพัฒนาที่ครอบคลุมทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ตลาดกลาง แต่รวมถึงการส่งเสริมการแปรรูปและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องเย็น เพื่อเพิ่มมูลค่าและรองรับผลผลิตล้นตลาด
- มีมาตรการเร่งด่วนในการขยายตลาดส่งออกทุเรียนไปยังตลาดใหม่ๆ ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าออนไลน์ เพื่อรองรับผลผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 30%
กระทรวงพาณิชย์เตรียมฟื้นโครงการ มหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี นำกลับมาศึกษาใหม่ โดยจะพิจารณาในภาพรวมทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ รวมถึงการแปรรูป พร้อมนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา เพื่อตอบกระทู้ของนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกวุฒิสภา กรณีการเร่งรัดโครงการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเคยได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2548 และ 2561 โดยตั้งคำถามถึงแนวทางการเดินหน้าโครงการเพื่อประโยชน์ของเกษตรกร
นางศุภจี ระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร ซึ่งภาคเกษตรสร้างมูลค่าประมาณ 6% ของ GDP แต่มีแรงงานอยู่ในภาคนี้มากกว่า 30% สะท้อนความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง หากสามารถยกระดับได้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนจำนวนมาก โดยรัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันให้สินค้าเกษตรมีเสถียรภาพด้านราคาและรายได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาภาคเกษตรต้องดำเนินการแบบ “ครบวงจร” ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการด้านการตลาด ขณะที่ต้นน้ำต้องบูรณาการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาพันธุ์พืช พื้นที่เพาะปลูก และองค์ความรู้เกษตรกร เพื่อให้การผลิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ขณะเดียวกันในส่วนของ “กลางน้ำ” โดยเฉพาะการบริหารจัดการล้งหรือสถานประกอบการรับซื้อผลไม้ รัฐบาลได้เร่งตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งด้านคุณภาพ แรงงาน และมาตรฐานการส่งออก โดยล่าสุดได้ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี พบว่ามีผู้ประกอบการจำนวนมากดำเนินการถูกต้อง และได้สั่งการให้เข้มงวดกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
สำหรับสถานการณ์ทุเรียน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ปีที่ผ่านมา (2568) มีมูลค่าการส่งออกกว่า 140,000 ล้านบาท โดยส่งออกถึง 70% ของผลผลิต และกว่า 90% เป็นการส่งออกในรูปแบบผลสดไปจีน ขณะที่ปี 2569 คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ทำให้ต้องเร่งขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
นางศุภจี เน้นว่า การพัฒนา “ศูนย์บริหารจัดการผลไม้” ไม่ควรจำกัดเพียงตลาดกลาง แต่ต้องครอบคลุมถึง “การแปรรูป” เพื่อรองรับภาวะผลผลิตล้นตลาด โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องเย็น เพื่อยืดอายุสินค้า ลดแรงกดดันด้านราคา และเพิ่มมูลค่าผ่านสินค้าแปรรูป ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินโครงการส่งเสริมตลาดกลางสินค้าเกษตรแล้ว 59 แห่ง ใน 36 จังหวัด รวมถึงจังหวัดจันทบุรี เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของเกษตรกร ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่
ในประเด็นโครงการมหานครผลไม้จันทบุรี นางศุภจี กล่าวว่า เนื่องจากเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติมานาน จึงจำเป็นต้องนำกลับมาศึกษาใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยจะพิจารณาในภาพรวมทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะตลาดกลาง แต่รวมถึงการแปรรูป การบริหารจัดการน้ำในภาคการเกษตร และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
สำหรับมาตรการเร่งด่วนในปีนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเร่งขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งปัจจุบันกระจุกตัวในพื้นที่ฝั่งตะวันออก พร้อมเปิดตลาดใหม่ในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงพัฒนาโลจิสติกส์และด่านการค้าให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งได้ส่งทีมด่านหน้าของกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่แล้ว ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าออนไลน์ และการใช้ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Influencer) จากประเทศต้นทางคือประเทศจีนมาถึงสวน
นอกจากนี้ ยังบูรณาการร่วมกับกระทรวงแรงงานในการจัดระเบียบแรงงานในล้ง และส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“เป้าหมายสำคัญคือ เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสม มีรายได้มั่นคงตลอดทั้งปี” นางศุภจี กล่าว







