thansettakij
thansettakij
ขนส่งทางบก เตรียมต่ออายุ 'ลดภาษีรถยนต์ EV' ลง 80% อีก 1 ปี

ขนส่งทางบก เตรียมต่ออายุ 'ลดภาษีรถยนต์ EV' ลง 80% อีก 1 ปี

26 เม.ย. 69 | 09:31 น.
อัปเดตล่าสุด :26 เม.ย. 69 | 09:31 น.

กรมการขนส่งทางบก ยกร่างพระราชกฤษฎีกาลดภาษีประจำปี รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ในอัตรา 80% ออกไปอีก 1 ปี รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

KEY

POINTS

  • กรมการขนส่งทางบก เตรียมเสนอขยายเวลามาตรการลดภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ออกไปอีก 1 ปี
  • อัตราภาษีสำหรับรถ EV ใหม่ที่จดทะเบียนตามเงื่อนไขจะได้รับการลดหย่อนลงร้อยละ 80 จากอัตราปกติ
  • มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ลดมลพิษ และผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมการขนส่งทางบก ได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาลดภาษีประจำปีสำหรับรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการขยายระยะเวลา การปรับลดอัตราภาษีประจำปีของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ออกไปอีก 1 ปี หลังจากพระราชกฤษฎีกา ฉบับเดิมสิ้นสุดระยะเวลาไปแล้ว

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ภายหลังพระราชกฤษฎีกาลดภาษีประจำปีสำหรับรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า พ.ศ. 2565 ได้ครบกำหนดวันบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้จำนวนรถพลังงานไฟฟ้าที่จดทะเบียนระหว่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับมีจำนวน 316,657 คัน ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 2.46 เท่า เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกา 

โดยการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถพลังงานไฟฟ้า สะท้อนถึงความต้องการใช้รพลังงานไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ส่งเสริมการใช้ยานยนต์สะอาดและการลดมลพิษทางอากาศ

สำหรับหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาลดภาษีประจำปีสำหรับรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า พ.ศ. .... มีรายละเอียด ดังนี้

1. ให้ลดอัตราภาษีประจำปีสำหรับรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นรถใหม่สำเร็จรูปจากโรงงาน ที่จดทะเบียนภายในระยะเวลาสามปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ลงร้อยละ 80 ของอัตราที่กำหนดตาม (11) ของอัตราภาษีประจำปีท้ายพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2550 

2. กำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่รถนั้นจดทะเบียน

สำหรับการดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาได้เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ ตามแผนการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก มีการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น 

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ และช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงในขณะนี้ด้วย