
คลอดประกาศ สคบ. 'คุมฉลากขายรถยนต์ EV' ทำผิดโทษหนักคุก 6 เดือนปรับ 2 แสน
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก คุมฉลากขายรถยนต์ EV รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานไฟฟ้า ทำผิดเจอโทษหนัก ทั้งปรับสูงสุด 2 แสนบาท และจำคุกสูงสุด 6 เดือน
KEY
POINTS
- สคบ. ออกประกาศใหม่ให้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องควบคุมฉลาก
- ผู้ประกอบการต้องระบุข้อมูลสำคัญบนฉลาก เช่น กำลังมอเตอร์ ความจุแบตเตอรี่ ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ และอัตราสิ้นเปลืองพลังงาน
- กำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน โดยผู้ขายมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และผู้นำเข้ามีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท
วานนี้ (23 กันยายน 2568) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) รวม 2 ฉบับ เกี่ยวกับการกำกับดูแลรถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถยนต์ EV ประกอบด้วย 1.ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลากเรื่อง ให้รถจักรยานยนต์ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก และ 2.ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ให้รถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก
นายฐิตินันท์ สิงหา รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า การออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ทั้ง 2 ฉบับ มีสาระสำคัญเป็นการกำกับดูแลการแสดงฉลากของรถยนต์ EV และรถมอเตอร์ไซค์ EV จากเดิมที่มีแค่รถยนต์ปกติเท่านั้น เพราะปัจจุบันผู้บริโภคนิยมซื้อรถยนต์ EV เพิ่มมากขึ้น
จึงจำเป็นต้องออกประกาศควบคุมฉลากสินค้า เพื่อให้ผู้ประกอบการแสดงรายละเอียดของสินค้าให้ชัดเจน โดยเฉพาะการแสดงข้อมูลเกี่ยวกับกำลังสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ระยะทางที่สามารถขับเคลื่อนได้ต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มความจุว่า เป็นอย่างไร เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงสาระสำคัญของสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ
สำหรับรายละเอียดของประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับแรก กรณีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานไฟฟ้า กำหนดให้ระบุข้อความเพิ่มเติมอย่างน้อย ดังต่อไปนี้
- กำลังสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้าและกำลังพิกัดที่สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง
- ประเภทของแบตเตอรี่
- ขนาดความจุของแบตเตอรี่
- ระยะเวลาและวิธีการชาร์จแบตเตอรี่
- ระยะทางที่สามารถขับเคลื่อนได้ต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มความจุ
- อัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า มีหน่วยเป็นวัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลเมตร (Wh/km)
ส่วนกรณีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่สอง กรณีรถยนต์ไฟฟ้า กำหนดให้ระบุข้อความเพิ่มเติมอย่างน้อย ดังต่อไปนี้
- ประเภทของรถยนต์ไฟฟ้า เช่น รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) รถยนต์ไฟฟ้า ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV)
- กำลังสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้าและกำลังพิกัดที่สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง
- ประเภทของแบตเตอรี่ที่ใช้สำหรับการขับเคลื่อนรถ
- เงื่อนไขในการรับประกันแบตเตอรี่ที่ใช้สำหรับการขับเคลื่อนรถ ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจ ไม่มีการรับประกันแบตเตอรี่ที่ใช้สำหรับการขับเคลื่อนรถ ต้องระบุข้อความว่า “ไม่มี”
- ขนาดความจุของแบตเตอรี่ที่ใช้สำหรับการขับเคลื่อนรถ
- ระยะทางโดยประมาณที่สามารถขับเคลื่อนได้ต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มความจุ
- ข้อมูลมาตรฐานความปลอดภัยระบบส่งกำลังด้วยไฟฟ้า เช่น มอก.3026 หรือข้อกำหนดทางเทคนิคยานยนต์ของสหประชาชาติ ข้อกำหนดที่ 100 (UN Regulation No.100) (ถ้ามี)
- อัตราการใช้ไฟฟ้า
นายฐิตินันท์ กล่าวว่า การออกประกาศทั้งสองฉบับนั้น หากผู้ใดไม่ดำเนินการเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ถือว่ามีความผิด โดยกรณีของผู้ขาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้นำเข้าจะมีโทษเพิ่มอีกหนึ่งเท่า คือ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับประกาศทั้ง 2 ฉบับกำหนดระยะเวลาการมีผลใช้บังคับ แยกเป็น ฉบับแรก ให้มีผลใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนด 120 วัน นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ส่วนฉบับที่สอง ให้มีผลใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป






