thansettakij
thansettakij
เปิดแผน‘เอกนิติ’ รื้องบสู้วิกฤต ดึง‘เงินทุนสำรองจ่าย’ 5 หมื่นล้านอุดงบฉุกเฉิน

เปิดแผน‘เอกนิติ’ รื้องบสู้วิกฤต ดึง‘เงินทุนสำรองจ่าย’ 5 หมื่นล้านอุดงบฉุกเฉิน

22 เม.ย. 69 | 00:07 น.
อัปเดตล่าสุด :22 เม.ย. 69 | 02:17 น.

รัฐบาลงัดแผนการคลังเร่งด่วนสู้วิกฤตตะวันออกกลาง ดึงเงินสำรอง 5 หมื่นล้าน ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ 2 หมื่นล้านใช้หนี้เงินคงคลัง สั่งรื้องบปี 70 รีดไขมัน หั่นงบประจำข้าราชการ งบจังหวัด ชะลอการก่อสำนักงานใหม่ 1-2 ปี พร้อมศึกษากู้เพิ่ม 5 แสนล้าน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เร่งวางยุทธศาสตร์การคลังรับมือผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง หลังประเมินร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจชี้ชัด ราคาพลังงานพุ่งฉุดเศรษฐกิจไทยเสี่ยง Stagflation โดยมีเม็ดเงินที่พร้อมใช้ได้ทันทีเพียง 2.5 หมื่นล้านบาท ไม่เพียงพอต่อภาระผูกพันที่มีอยู่กว่า 5 หมื่นล้านบาท

แผนเร่งด่วนจึงประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่ 1. การดึง “เงินทุนสำรองจ่าย” ตามมาตรา 45 วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท 2. การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 อีก 2 หมื่นล้านบาท เพื่อชำระหนี้เงินคงคลัง และ 3. การศึกษา พ.ร.ก.กู้เงินวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาทในฐานะทางเลือกสุดท้าย

ผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เกี่ยวกับการจัดทำยุทธศาสตร์การจัดสรรและจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 2 เดือน

จากการประเมินร่วมกันของหน่วยงานเศรษฐกิจมีความเห็นตรงกันว่า ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง จนราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน จะทำให้เศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ซึมลง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation เนื่องจากภาวะดังกล่าวเกิดจากสงครามที่ไปกระทบแหล่งผลิตต้นน้ำอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นจะกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง และลามไปสู่ราคาอาหารและสินค้าอื่นๆ

เตรียมดึงเงินทุนสำรองจ่าย 5 หมื่นล้าน

แหล่งข่าวระบุว่า จากการประเมินวงเงินงบประมาณร่ายจ่ายของภาครัฐที่จะนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบ พบว่างบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่เหลืออยู่ในปีงบประมาณ 2569 มีเพียงราว 2.5 หมื่นล้านบาท

ในขณะที่ภาระผูกพันที่รอการชำระรวมกันสูงถึงประมาณ 5 หมื่นล้านบาท จึงทำให้ต้องเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัตินำ “เงินทุนสำรองจ่าย” ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 5 หมื่นล้านบาทมาใช้รองรับมาตรการต่างๆ และเมื่อใช้จ่ายไปแล้วจะต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้คืนในโอกาสแรก

พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 45 บัญญัติว่า “ให้มีเงินทุนจํานวนหนึ่งโดยให้รัฐมนตรีจ่ายจากคลัง เรียกว่า “เงินทุนสํารองจ่าย” เป็นจํานวนห้าหมื่นล้านบาท เงินทุนนี้ให้นําไปจ่ายได้ในกรณีที่มีความจําเป็นและเร่งด่วนเพื่อประโยชน์แก่ราชการแผ่นดิน และงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็นไม่เพียงพอ ทั้งนี้ โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีและเมื่อได้จ่ายเงินไปแล้ว ให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายเพื่อสมทบเงินทุนนั้นไว้จ่ายต่อไปในโอกาสแรก”

ออกพ.ร.บ.โอนงบฯ อุดหนี้เงินคงคลัง

ควบคู่กันนั้น กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเตรียมจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 โดยจากการประเมินร่วมกับสำนักงบประมาณพบว่า มีวงเงินที่จัดซื้อจัดจ้างและทำสัญญาไม่ทันภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 ราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะนำมาจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบฯ เพื่อนำไปชำระหนี้เงินคงคลัง เพื่อลดภาระการตั้งงบประมาณชดเชยเงินคงคลังในปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะมีจำนวนสูงถึง 70,000 ล้านบาท

ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลังเสนอให้ออกเป็นพระราชกำหนดโอนงบฯปี 69 แทนการออกพ.ร.บ. โอนงบประมาณ พ.ศ.2569 นั้น นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดว่าการโอนงบประมาณจะต้องออกเป็น พ.ร.บ.เท่านั้น ไม่สามารถออกเป็น พ.ร.ก.ได้

ขณะที่ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า พ.ร.บ.โอนงบประมาณ จะแล้วเสร็จในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ และน่าจะใช้ได้ในช่วงปลายปีนี้

เปิดแผน‘เอกนิติ’ รื้องบสู้วิกฤต ดึง‘เงินทุนสำรองจ่าย’ 5 หมื่นล้านอุดงบฉุกเฉิน

จับตา 4 หน่วยงานเศรษฐกิจทบทวนกรอบงบ 70

สำหรับปฏิทินการจัดทำงบประมาณปี 2570 แหล่งข่าวระบุว่า ในวันที่ 22 เมษายนนี้ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ จะประชุมร่วมกันเพื่อทบทวนประมาณการรายได้ กำหนดนโยบาย วงเงิน และโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ก่อนนำเสนอ ครม. ในวันที่ 28 เมษายน 2569

ทั้งนี้ หากคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังยืนยันให้ใช้กรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) พ.ศ. 2569-2573 เดิม ซึ่งกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 0.2% ก็ไม่จำเป็นต้องปรับกรอบวงเงินใหม่แต่อย่างใด โดยยังคงเป็นงบประมาณแบบขาดดุลที่ 7.88 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 3.9% ต่อ GDP

งบ 70 ปรับลดรายจ่ายประจำ-ลดงบสร้างถนน

แหล่งข่าวเผยว่ายุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะเน้น “ตรงเป้า-แม่นยำ” โดยยึดหลักการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) พิจารณาทบทวนชะลอ ปรับลด หรือยกเลิกโครงการที่หมดความจำเป็น ลดรายจ่ายประจำซ้ำซ้อน และคำนึงถึงความคุ้มค่า (Value for Money) เป็นหลัก

ในด้านการจัดสรรงบลงทุน รัฐบาลมีแนวทางปรับลดงบก่อสร้างถนนบางส่วน แล้วหันมาเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงการลงทุนด้านน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง รวมถึงการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง และการลงทุนด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

“งบประมาณปี 2570 ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ จะต้องรีดไขมันการใช้งบที่ไม่จำเป็นของหน่วยงานราชการต่างๆลงให้มากที่สุด ซึ่งจะมีหน่วยงานราชการหลายแห่งที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณลดลงจากปี 2569 อย่างแน่นอน” แหล่งข่าวกล่าว

พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน“ไม้สุดท้าย” กู้วิกฤต

แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการศึกษาการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท โดยคาดว่าจะกู้จริงราว 2.5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี พ.ร.ก.กู้เงินจะเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” เท่านั้น หากงบงบประมาณ 2569 ที่ใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 มีไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังมีแนวทางให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสงครามควบคู่ไปด้วย

ทั้งนี้ แหล่งข่าวย้ำว่า การดำเนินการต่างๆต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และตัวเลขที่ชัดเจนของ พ.ร.ก.กู้เงินยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด เพื่อป้องกันความเสียหายจากการนำงบประมาณที่ดำเนินการไปแล้วมาใช้ในโครงการที่ซ้ำซ้อน

‘เอกนิติ’ ยังไม่ขยับเพดานหนี้สาธารณะ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้พิจารณากรอบวินัยการคลัง โดยเฉพาะประเด็นเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP เท่านั้น สะท้อนว่ายังมี “พื้นที่การคลัง” เหลืออยู่อีกประมาณ 4% หรือคิดเป็นวงเงินราว 800,000 ล้านบาท โดยทุก ๆ 1% ของ GDP จะคิดเป็นวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท

"ตราบใดที่รัฐบาลยังกู้ หรือก่อหนี้ใหม่ไม่ถึง 800,000 ล้านบาท ก็ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะขึ้นจากระดับปัจจุบัน” นายเอกนิติกล่าว

กระทรวงการคลังได้ชี้แจงว่า การกู้เงินในระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน ควบคู่กับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทน (Transition) รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transformation) เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงยึดมั่นในกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) และรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด ขณะที่รูปแบบการกู้เงินว่าจะดำเนินการผ่านพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินหรือไม่ และจะกำหนดวงเงินเท่าใดนั้น ยังอยู่ระหว่างการหารือกับฝ่ายกฎหมายและผู้เกี่ยวข้องต่อไป

รีดไขมัน ‘งบ 70’ หั่นงบจังหวัด เกือบ 2 หมื่นล้าน

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายจัดทำงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ด้วยหลัก Zero-based Budgeting โดยให้ทุกหน่วยงานยื่นคำขอไม่เกิน 20% ของปีที่ผ่านมา เพื่อลดภาระสำนักงบประมาณและกลั่นกรองเฉพาะโครงการที่จำเป็น

มาตรการประหยัดที่สำคัญ ได้แก่ ชะลอการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ 1-2 ปี ให้เช่าหรือใช้ระบบ PPP แทน และห้ามเดินทางดูงานต่างประเทศอย่างเด็ดขาด ขณะที่งบกลุ่มจังหวัดซึ่งปกติได้ปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท จะเหลือเพียงราว 4 พันล้านบาท โดยจัดสรรเฉพาะโครงการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

ด้านแผนงบบูรณาการ ลดจาก 9 แผน เหลือ 3 แผน คือ น้ำ รัฐบาลดิจิทัล และ ป.ป.ช. ส่วน Fiscal Space ที่เหลือราว 7-8 แสนล้านบาท จะนำไปใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทย” อาทิ คนละครึ่ง Plus สำหรับ 20-30 ล้านคน โดยยืนยันวงเงินไม่ต่ำกว่าครั้งละ 2,000 บาทต่อคน รวมถึงโครงการปุ๋ยราคาถูกและลดดอกเบี้ยเกษตรกร.