
ปลุก “ขี้ยาง” ให้เป็นทอง ARDA ปั้นหวายเทียมรักษ์โลก ดันมูลค่าเพิ่มกว่า 30 เท่า
ARDA เปลี่ยน “ขี้ยาง” ราคาหลักสิบ สู่ “หวายเทียมรักษ์โลก” สร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพิ่มมูลค่ายางไทยกว่า 30 เท่า
KEY
POINTS
- สวก. (ARDA) สนับสนุนงานวิจัยเปลี่ยน "ขี้ยาง" หรือยางก้อนถ้วยราคาต่ำ ให้กลายเป็น "เส้นหวายเทียมจากยางธรรมชาติ" สำหรับผลิตเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งมูลค่าสูง
- โครงการดังกล่าวสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพาราตลอดห่วงโซ่การผลิตได้มากกว่า 30 เท่า และช่วยยกระดับราคารับซื้อยางก้อนถ้วยจากเกษตรกรได้เกือบเท่าตัว
- หวายเทียมที่พัฒนาขึ้นมีคุณสมบัติเด่นคือทนทานต่อเชื้อรา แสงแดด และมีอายุใช้งานยาวนานกว่าหวายธรรมชาติ ถือเป็นวัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
"ขี้ยาง" หรือยางก้อนถ้วยที่เกษตรกรเคยจำหน่ายได้เพียง 15 – 25 บาทต่อกิโลกรัม วันนี้ได้รับการพัฒนาผ่านโครงการวิจัยที่สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA สนับสนุนทุนจนกลายเป็น “เส้นหวายเทียมจากยางธรรมชาติ”วัสดุนวัตกรรมที่สามารถพัฒนาเป็นเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งมูลค่าสูง ช่วยยกระดับราคารับซื้อยางก้อนถ้วยเป็น 30 – 50 บาทต่อกิโลกรัม และเพิ่มมูลค่าตลอดห่วงโซ่การผลิตจากยางก้อนถ้วยสู่ผลิตภัณฑ์ปลายทางได้มากกว่า 30 เท่า สะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยในการเปลี่ยนวัตถุดิบราคาต่ำให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่สร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจใหม่
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายสำคัญของโลก มีพื้นที่ปลูกยางกว่า 23.8 ล้านไร่ และมีเกษตรกรชาวสวนยางมากกว่า 1.7 ล้านราย แต่ยางส่วนใหญ่ยังจำหน่ายในรูปวัตถุดิบที่มีราคาผันผวนตามตลาดโลก ความท้าทายของอุตสาหกรรมยางพาราไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากขึ้น แต่อยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จ คือ โครงการ "การขยายผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์เส้นหวายเทียมกลิ่นหอม ทนเชื้อรา แบคทีเรีย แสงแดด และรังสียูวี จากยางธรรมชาติผสมเทอร์โมพลาสติก" ซึ่ง ARDA สนับสนุนทุนวิจัยแก่ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี โดยมี นายอัรฟัน หะสีแม เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ซึ่งเริ่มจากการที่คณะนักวิจัยลงพื้นที่ศึกษาปัญหาของเกษตรกรในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จำหน่ายยางก้อนถ้วยในราคาต่ำ ขณะที่วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตเครื่องจักสานกลับประสบปัญหาขาดแคลนหวายธรรมชาติและมีต้นทุนสูง ทางคณะวิจัยฯ จึงพัฒนา "เส้นหวายเทียมจากยางธรรมชาติ" เพื่อเป็นวัตถุดิบทดแทนที่ผลิตได้ภายในประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราไทย ผลจากการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตยางก้อนถ้วยคุณภาพสูง มีราคารับซื้อ 30 – 50 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่วิสาหกิจชุมชนสามารถผลิตเส้นหวายเทียมได้ 250–300 กิโลกรัมต่อวัน สร้างมูลค่าการจำหน่ายไม่น้อยกว่า 7,500 บาทต่อวัน
ก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น กระเช้าผลไม้ โซฟา เก้าอี้ โคมไฟ ซึ่งตอบโจทย์ตลาดเฟอร์นิเจอร์ โรงแรม รีสอร์ต และงานตกแต่งภายในที่ต้องการวัสดุทดแทนหวายธรรมชาติ โดยมีราคาจำหน่ายตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อชิ้น นอกจากนี้ ทางโครงการยังเชื่อมโยงเครือข่าย 3 วิสาหกิจชุมชน ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงตลาดปลายทาง ตอกย้ำว่างานวิจัยสามารถยกระดับสินค้าเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสร้างอุตสาหกรรมชุมชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายอัรฟัน หะสีแม หัวหน้าโครงการวิจัยฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า หวายเทียมจากยางธรรมชาติสามารถขึ้นรูปได้หลากหลายรูปแบบ สามารถปรับคุณสมบัติให้เหมาะกับการใช้งาน และมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงหวายธรรมชาติ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเด่นด้านการต้านทานเชื้อรา แบคทีเรีย แมลง แสงแดด และรังสียูวี และมีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งมากกว่าหวายธรรมชาติที่มีอายุเฉลี่ยเพียง 1–2 ปี นอกจากนี้วัสดุได้รับการทดสอบคุณสมบัติตามวิธีมาตรฐาน ASTM D1646 และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)
จึงพร้อมต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ ในอนาคตมีแผนพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพาราประเภทอื่น เช่น หลังคาเทียมจากยางพาราเพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มมูลค่าให้ยางพาราไทยต่อไป ปัจจุบันมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ 3 วิสาหกิจชุมชน โดยในระดับชุมชน เทคโนโลยีถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ "PARASAN" เพื่อสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
ด้านนางวรรลัดดา พรหมสุข รองประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปยางบ้านตาชี กล่าวว่า โครงการนี้ทำให้ชุมชนเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ขายวัตถุดิบ" สู่ "ผู้ผลิตสินค้านวัตกรรม" เกิดการจ้างงานกว่า 150 ราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่กลับมาประกอบอาชีพในบ้านเกิด อีกทั้งยังได้เชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นเครือข่ายการผลิตครบวงจร
ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิตเส้นหวายเทียม ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ 14 รายการ ภายใต้แบรนด์ "PARASAN" โดยมีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 150 ราย ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และขยายโอกาสสู่ตลาดเฟอร์นิเจอร์และวัสดุตกแต่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ PARASAN สามารถสร้างมูลค่าการจำหน่ายรวมกว่า 300,000 บาท ในปี 2568 และมีแผนขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยไม่เพียงสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ยังสร้างอาชีพ สร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้สนใจสามารถเลือกชมผลิตภัณฑ์ได้ที่ https://online.pubhtml5.com/lbrte/nogi/#google_vignette
"ความสำเร็จของโครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า งานวิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทย จากการจำหน่ายวัตถุดิบราคาต่ำสู่การสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ช่วยเพิ่มทางเลือกในการสร้างรายได้ให้เกษตรกร เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชน







