thansettakij
thansettakij
เตือนคลังเสี่ยง! กู้เพิ่ม 5 แสนล้าน ดันหนี้แตะ 75% จ่อกระทบเครดิตประเทศ

เตือนคลังเสี่ยง! กู้เพิ่ม 5 แสนล้าน ดันหนี้แตะ 75% จ่อกระทบเครดิตประเทศ

21 เม.ย. 69 | 01:41 น.
อัปเดตล่าสุด :21 เม.ย. 69 | 01:45 น.

นักวิชาการเตือนคลังเสี่ยง กู้เพิ่ม 5 แสนล้านบาท ดันหนี้แตะ 75% จ่อกระทบเครดิตประเทศ แนะเก็บภาษีทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพ

KEY

POINTS

  • แผนการกู้เงินเพิ่ม 5 แสนล้านบาทของรัฐบาลจะผลักดันให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีแตะระดับ 75% ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงทางการคลัง
  • การเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะมีความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
  • หากถูกปรับลดเครดิตจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของทั้งภาครัฐและเอกชนสูงขึ้นเมื่อต้องระดมทุนจากตลาดต่างประเทศ

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้นหากรัฐบาลวางแผนจะออกพระราชกำหนดเงินกู้อีก 5 แสนล้านบาท และต้องขยายเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเป็น 75% รวมถึงต้องค้ำประกันเงินกู้อีก 1.5 แสนล้านบาทให้กับกองทุนน้ำมัน 

ขณะเดียวกันรัฐบาลมีภาระหนี้ชดใช้เงินคงคลังที่ค้างประมาณ 70,000 ล้านบาท สถานการณ์ทางการคลังดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศมีความเสี่ยงและข้อจำกัดมากขึ้นในเรื่องฐานะทางการคลัง การดำเนินนโยบายและกำกับการบริหารทางการคลังและหนี้สาธารณะต้องมียุทธศาสตร์ เป้าหมาย เพื่อรับมือกับวิกฤติพลังงานและวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้น 

การดำเนินการต่างๆต้องระมัดระวัง รอบคอบ รัดกุมและเปิดให้เกิดการมีส่วนร่วมของรัฐสภาที่เป็นผู้แทนของประชาชนได้ทำหน้าที่ การจะกู้เงินเพิ่มหรือก่อหนี้สาธารณะเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาทและการขยับเพดานหนี้สาธารณะควรทำเป็น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อให้ผ่านรัฐสภา ไม่ใช่ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 

ส่วนมาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือประชาชนสามารถใช้งบกลางปี 2569 ก่อนโดยตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงให้มากที่สุด การขยับเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีควรเป็นทางเลือกสุดท้าย หากไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมาย ไม่สามารถปรับลดงบประมาณได้ และต้องพยายามลดการทุจริตคอร์รัปชันรั่วไหลในระบบงบประมาณไทยที่มักเกิดขึ้นในระดับ 200,000-300,000 ล้านบาทโดยเฉลี่ย 

หากสามารถอุดการรั่วไหลและป้องปรามการทุจริตคอร์รัปชันถอนทุนได้สักครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินที่หายไปจากระบบ ความจำเป็นในการขยับเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็ลดลง การเพิ่มเพดานจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการที่ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับเครดิตและความน่าเชื่อถือได้ในอนาคต 

เตือนคลังเสี่ยง! กู้เพิ่ม 5 แสนล้าน ดันหนี้แตะ 75% จ่อกระทบเครดิตประเทศ

 

ซึ่งทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนและภาครัฐสูงขึ้นเมื่อต้องไประดมทุนในตลาดการเงินระหว่างประเทศ การโอนเงินงบประมาณต้องมุ่งช่วยเหลือและบรรเทาของเดือดร้อนของกลุ่มเปราะบางก่อน ไม่ใช่โอนเงินไปให้ หน่วยงานความมั่นคง ใช้เงินภาษีประชาชนในการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารบิดเบือนหรือไอโอเพื่อสร้างความแตกแยกและหวาดระแวงกันเองในหมู่ประชาชน ถือว่า หน่วยงานความมั่นคง กำลังสร้างความไม่มั่นคงให้เกิดขึ้นในสังคมตรงกันข้ามกับภารกิจของหน่วยงาน ทั้ง ๆ ที่ในภาวะวิกฤตินั้น สังคมไทยต้องการเอกภาพและดำรงอยู่ร่วมกันได้ด้วยความแตกต่างหลากหลาย ใช้เหตุใช้ผลมากกว่าใช้การบิดเบือนความจริง  

รัฐบาลต้องระมัดระวังไม่ให้วิกฤติพลังงานลุกลามเป็นวิกฤตการณ์ทางการคลังและความเชื่อมั่นได้ ขอแนะนำให้รัฐบาลไปจัดเก็บภาษีทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพ จะเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐ การเก็บภาษีส่วนนี้จะไม่กระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยภาพรวม กระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ปล่อยให้เกิดเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า 

และยังทำให้เกิดความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติที่เราจะเห็นความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมชัดเจนยิ่งขึ้นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการทางการคลังอาจไม่ได้ผลหากเกิด Crowding-Out Effect ขึ้น การกู้เงินของภาครัฐจะไปแย่งเม็ดเงินเอกชน อาจดันดอกเบี้ยในตลาดการเงินสูงขึ้น การใช้จ่ายภาครัฐอาจไม่ตรงเป้าหมาย รั่วไหลจากการคอร์รัปชันหรือการกำกับไม่ดี  หรือ ขาดประสิทธิภาพ     

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์วิกฤติพลังงานที่อาจนำไปสู่เศรษฐกิจตกต่ำยาวนาน รัฐอาจจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลความเดือดร้อนของประชาชน แต่การใช้จ่ายภาครัฐต้องนำไปสู่ Crowding-In Effect กระตุ้นให้เกิดการลงทุนภาคเอกชน รักษาระดับการจ้างงาน ไม่ไปเบียดการลงทุนภาคเอกชน หรือไปแย่งเม็ดเงินเอกชนและดันให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น หากเกิดสถานการณ์ที่ภาคเอกชนไม่เชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ อาจลดขนาดธุรกิจ ลดการลงทุน ลดการจ้างงาน เร่งขายทรัพย์สินชำระหนี้ ทำให้เศรษฐกิจยิ่งตกต่ำเพิ่มขึ้นไปอีก

รัฐบาลอาจต้องทำตรงข้ามด้วยการขยายการลงทุน ขยายการจ้างงาน เพิ่มอำนาจซื้อทรัพย์สินในระบบเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ราคาทรัพย์สินตกต่ำเพิ่มอีก หากสามารถทำได้ดี ย่อมทำให้สถานการณ์ปัจจุบันกระเตื้องขึ้น รัฐบาลสามารถเพิ่มการใช้จ่ายผ่านมาตรการคลัง ซึ่งเท่ากับ เพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนเข้ามาในระบบ โดยภาครัฐสามารถทำผ่านภาคประชาชนทางกลไกกองทุนหมู่บ้านและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านกลไกชุมชน เพื่อทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ต่างๆของประเทศ