
วิกฤตพลาสติกไทย แบกต้นทุนพุ่งทะลุ 100% ลากยาวอีก 6 เดือน
วิกฤตพลาสติกไทย: วัตถุดิบเริ่มฟื้นแต่ราคาพุ่งแรง 100% สมาคมพลาสติก ชี้ SME กระอัก ทุนหมุนเวียนพุ่งเท่าตัว คาดสถานการณ์ตึงเครียดลากยาวอีก 6 เดือน
KEY
POINTS
- ต้นทุนเม็ดพลาสติกบางประเภทพุ่งสูงขึ้นกว่า 100% ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SME ได้รับผลกระทบหนักด้านสภาพคล่อง ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และลดกำลังการผลิตลงเหลือเพียง 50-60%
- คาดการณ์ว่าวิกฤตราคาวัตถุดิบพลาสติกจะยังคงลากยาวต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน เนื่องจากผลกระทบจากสงครามและปัญหาที่เกิดกับแหล่งผลิตสำคัญของโลก
จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความผันผวนสูง ไม่มีทีท่าว่าจะเกิดข้อยุติจากการเจรจาได้โดยง่าย และมีการทำลายแหล่งผลิตปิโตรเลียมหลายแห่ง ส่งผลต่อภาคพลังงาน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น พลาสติก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายวิเชียร เล็กวิจิตรธาดา นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์อุตสาหกรรมพลาสติกในปัจจุบันกับฐานเศรษฐกิจว่า เริ่มมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นในแง่ของการจัดหาวัตถุดิบเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่เกิดภาวะขาดแคลนอย่างหนัก
ในปัจจุบันผู้ประกอบการสามารถจัดหาวัตถุดิบมาป้อนกระบวนการผลิตได้ประมาณ 50-70% ของความต้องการใช้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แม้ปริมาณวัตถุดิบจะเริ่มทยอยเข้าสู่ระบบมากขึ้น แต่ปัญหาใหม่ที่กำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญคือ ราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
นายวิเชียรระบุว่า ในขณะนี้ราคาเม็ดพลาสติกบางประเภทพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติถึง 100% หรือมากกว่าเท่าตัว ซึ่งเป็นการปรับขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบและราคาโพรพิลีน (Propylene) ในตลาดโลก โดยเฉพาะในส่วนของเม็ดพลาสติกประเภท PP (Polypropylene) ที่ยังคงเผชิญภาวะตึงตัวอย่างหนัก มีซัพพลายในประเทศรองรับได้เพียง 30-40% เท่านั้น ต่างจากกลุ่ม LDPE หรือ LLDPE ที่เริ่มมีวัตถุดิบเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น แต่ทั้งหมดยังคงยืนอยู่ในระดับราคาที่สูงมาก
เม็ดพลาสติกจีน แหล่งพึ่งพาหลัก
ต้นตอของปัญหาการขาดแคลนกะทันหันในช่วงที่ผ่านมา นายวิเชียรเล่าว่าเกิดจากปัจจัยซ้อนกันหลายด้าน เริ่มจากการเกิดสงครามเมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์และการเดินเรือ ต่อมาในวันที่ 7 มีนาคม ผู้ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำบางรายในประเทศได้ประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย (Force Majeure - FM) และหยุดส่งสินค้ากะทันหัน ทำให้ผู้ประกอบการกลุ่ม Converters ที่ปกติจะสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า 1 เดือน ไม่ได้รับสินค้าตามกำหนด จนเกิดภาวะสูญญากาศและช็อกซัพพลายอย่างรุนแรง
ด้านแหล่งที่มาของวัตถุดิบ นายกสมาคมฯ ให้ข้อมูลว่าปกติไทยจะผลิตเม็ดพลาสติกเกรดทั่วไป (Normal Grade) ใช้เองในประเทศเป็นหลัก โดยมีการนำเข้าเพียง 20-30% แต่เมื่อผู้ผลิตในประเทศประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบต้นทาง (Naphtha/Gas) ทำให้กำลังการผลิตลดลง ผู้ประกอบการจึงต้องหันไปนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีนซึ่งเป็นแหล่งหลักในขณะนี้ เนื่องจากมีสินค้าพร้อมส่งและราคาแม้จะปรับขึ้นแต่ยังไม่รุนแรงเท่ากับโซนอื่นๆ ขณะที่แหล่งวัตถุดิบจากตะวันออกกลางหรืออาเซียนมีราคาสูงจนยากจะรับได้
SME อ่วม ทุนหมุนเวียนต้องเพิ่มเท่าตัว
ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือสภาพคล่องของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ขนาดกลางและขนาดเล็ก นายวิเชียรชี้ว่าจากเดิมที่เคยใช้เงินทุนหมุนเวียนในการซื้อวัตถุดิบประมาณ 5 ล้านบาท ปัจจุบันต้องขยับขึ้นเป็น 10 ล้านบาทตามราคาที่เพิ่มขึ้น 100% แม้โรงงานที่เคยหยุดการผลิตไปบางส่วนจะเริ่มกลับมาเดินเครื่องจักรได้บ้าง แต่ก็ทำได้เพียง 50-60% ของกำลังการผลิตเดิม และยังต้องเผชิญกับคำถามเรื่องความคุ้มค่าของต้นทุนในการเปิดเครื่อง
คาดการณ์อนาคต 6 เดือนข้างหน้ายังไม่นิ่ง
เมื่อประเมินถึงระยะเวลาของสถานการณ์นี้ นายวิเชียรเชื่อว่าจะลากยาวไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน เนื่องจากผลกระทบจากสงครามที่ยังประเมินความเสียหายได้ยาก รวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่โรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบียได้รับความเสียหาย ซึ่งแหล่งผลิตดังกล่าวมีสัดส่วนซัพพลายถึง 8% ของโลก ส่งผลให้ผู้ใช้ปลายทาง (End User) จะเริ่มได้รับผลกระทบเรื่องต้นทุนอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป หลังจากที่สต็อกสินค้าเดิมราคาเก่าในเดือนเมษายนหมดลง
"ตอนนี้เราอยู่ในสภาวะที่ต้องทำใจเรื่องราคา อย่างน้อยคือยังมีของให้ใช้ ซึ่งดีกว่าช่วงก่อนหน้าที่หาซื้อไม่ได้เลย แต่สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ว่าทิศทางวัตถุดิบสำหรับอนาคตจะเป็นอย่างไร" นายวิเชียรกล่าวทิ้งท้าย





