
พลังงานเตือนวิกฤตฮอร์มุซซ้ำเติมต้นทุนน้ำมันไทย-ค่าขนส่งพุ่ง
กระทรวงพลังงานเตือนวิกฤตฮอร์มุซซ้ำ เติมต้นทุนน้ำมันไทย-ค่าขนส่งพุ่ง ระบุไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองใช้ 109 วัน
KEY
POINTS
- สถานการณ์ความตึงเครียดที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาอีกครั้ง หลังอิหร่านระงับการเดินเรือ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนและเผชิญแรงกดดันด้านราคา
- ไทยได้รับผลกระทบโดยตรงเนื่องจากนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 52% ทำให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบสูงขึ้นตามสถานการณ์
- ต้นทุนน้ำมันดิบที่แท้จริงของไทยสูงกว่าราคาตลาด เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายแฝงเพิ่มขึ้น เช่น ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม และค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น
กระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง วันที่ 9 เมษายน 2569 โดยระบุว่า หลังจากมีข่าวการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงทันทีเนื่องจากคาดการณ์ว่าช่องแคบจะเปิดใช้งานได้ตามปกติ
แต่ล่าสุดในวันนี้ (9 เมษายน) กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ประกาศ ระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกรอบ โดยอ้างว่าอิสราเอลละเมิดข้อตกลงด้วยการโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ ทำให้อิหร่านต้องกลับมาควบคุมเส้นทางเดินเรืออย่างเข้มงวดและแจ้งเตือนเรือทุกลำให้หยุดการสัญจรทันที หากฝ่าฝืนอาจถูกโจมตี
ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าจำนวนมาก (ประมาณ 800-2,000 ลำ) ยังคงติดค้างอยู่บริเวณอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมาน แม้จะมีความพยายามทดสอบเส้นทางเดินเรือสำรองหรือการอนุญาตให้เรือบางสัญชาติ (เช่น จีน) ผ่านไปได้บ้าง แต่ในภาพรวมเส้นทางหลักยังถือว่าถูกปิดกั้นและมีความเสี่ยงสูงมาก
ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มกลับมามีความผันผวนและเผชิญแรงกดดันด้านราคาอีกครั้ง ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 52% ทำให้ราคาน้ำมันดิบของประเทศจึงถูกอิงกับกับราคาน้ำมันดิบที่สะท้อนกับตลาดเอเซียที่อิงน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก เช่น น้ำมันดิบดูไบ ซึ่งมีความเคลื่อนไหวต่างจากตลาด WTI หรือ Brent ที่มักปรากฏในข่าวต่างประเทศอย่างชัดเจน
ประกอบกับภาวะสงครามได้เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแฝงอย่าง Crude Premium และ War Risk Premium เช่น ค่าประกันภัย และค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มที่อยู่นอกเหนือจากราคาน้ำมันดิบที่มีการซื้อขายปกติในภาวะทั่วไป ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบอยู่ในระดับที่สูงกว่าราคาที่ตลาดประกาศ แม้ราคาในบางตลาดจะเริ่มปรับตัวลดลงบ้างแล้วก็ตาม
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลจากกลุ่มโรงกลั่นเพื่อนำมาปรับปรุงโครงสร้างราคาให้สะท้อนข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อให้มั่นใจว่าราคาน้ำมันมีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับต้นทุนการนำเข้าที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงช่วยให้ราคาพลังงานในประเทศมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน
ด้านปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูลวันที่ 9 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 109 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 22 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 31 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 31 วัน
การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูลวันที่ 7 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 83.37 ล้านลิตร และจำหน่าย 68.69 ล้านลิตร
ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศอ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 48.40 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 43.40 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 38.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 43.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 43.58 บาท
ขณะที่เมื่อเทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.95 บาท ขณะที่ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 52.47 - 87.31 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร ขณะที่ เวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 55..28 - 118.10 บาทต่อลิตร (วันนี้ มาเลเซียปรับราคาดีเซลขึ้น 5.44 บาท)
ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 9 เมษายน 2569 ติดลบ 59,007 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 1,220.61 ล้านบาท







