thansettakij
thansettakij
‘ปกรณ์’ กางแผนดันกฎหมายใหญ่เข้าสภา เร่งมือไทยร่วมวงสมาชิก OECD

‘ปกรณ์’ กางแผนดันกฎหมายใหญ่เข้าสภา เร่งมือไทยร่วมวงสมาชิก OECD

07 เม.ย. 69 | 06:03 น.
อัปเดตล่าสุด :07 เม.ย. 69 | 06:07 น.

รองนายกฯ ‘ปกรณ์’ กางแผนดันกฎหมายใหญ่เข้าสภา หลังรัฐบาลเข้าบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมปฏิรูปกฎหมายรับเทคโนโลยี ผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ยกระดับประเทศ ดึงนักลงทุนเข้าไทย

KEY

POINTS

  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เร่งผลักดันกฎหมายสำคัญ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ (Super license) ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน
  • รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยจะยกระดับกฎหมายให้เป็นสากลเพื่อดึงดูดการลงทุน
  • เตรียมเสนอกฎหมายเพื่อปรับปรุงระบบราชการให้ทันสมัย รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบันว่าตนเองมีความต้องใจที่จะผลักดันเรื่องของกฎหมายสำคัญ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. .... รวมทั้งการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) 

สำหรับการผลักดันกฎหมายร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งถือเป็นระบบหลักของ Super license ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน โดยกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาแล้ว แต่ต้องให้รัฐบาลใหม่ต้องเสนอกฎหมายให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยืนยันกฎหมายกลับไปให้สภาอีกครั้ง ก่อนจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ส่วนกฎหมายอื่น ๆ ที่จะผลักดันจะเน้นการปรับปรุงกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการปรับให้ราชการทันสมัยรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยประเทศไทย โดยร่างกฎหมายต่าง ๆ ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้จัดทำเสร็จสิ้นหมดแล้ว และรอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
 

นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการผลักดันให้ประเทศไทยยกระดับกฎหมาย และกฎระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล่องกับหลักการสากล ตามเกณฑ์ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ประเทศไทยยื่นขอเป็นสมาชิกแล้ว เพื่อช่วยดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในประเทศ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ในการผลักดันกฎหมายสำคัญ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ยังได้ประเมินผลสัมฤทธิ์ พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 หลังจากการติดตามและประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายในระยะที่ผ่านมา ปรากฏว่ายังมีสภาพปัญหาและอุปสรรคในทางปฏิบัติหลายประการ ซึ่งสมควรได้รับการพิจารณาและประเมินผลสัมฤทธิ์อย่างรอบด้าน

สำนักงาน ก.พ.ร. ระบุว่า พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 ตราขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้มีผลชอบด้วยกฎหมาย รับรองสิทธิของประชาชนในการติดต่อและรับบริการจากหน่วยงานของรัฐผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ที่ผ่านมายังมีข้อจำกัดในการรองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้กฎหมายจะวางหลักการรองรับการปฏิบัติราชการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ไว้โดยกว้าง

แต่ในทางปฏิบัติยังปรากฏความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ เช่น การใช้ข้อมูล (Data) หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสนับสนุนการตัดสินใจหรือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

รวมถึงประเด็นความรับผิดและการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยสุจริต ส่งผลให้เกิดความกังวลในการใช้ดุลพินิจและอาจทำให้การนำเทคโนโลยีมาใช้ไม่เป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ สำนักงาน ก.พ.ร. จึงมีความจำเป็นต้องประเมินผลสัมฤทธิ์ พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 อีกครั้ง