
เปิดนโยบายรัฐบาล ‘อนุทิน 2’ ฉบับเต็ม ก่อนแถลงรัฐสภา ครอบคลุม 5 ด้าน
เปิดร่างนโยบายรัฐบาล ‘อนุทิน 2’ ฉบับเต็ม ก่อนแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย
KEY
POINTS
- รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ, การต่างประเทศและความมั่นคง, สังคม, ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม, และการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย
- นโยบายดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ การพิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์, การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการบริหารประเทศตามหลักนิติธรรม
- มีเป้าหมายสำคัญในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน, ยกระดับไทยสู่ "ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก" และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593
- จะมีการปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น "ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายและสร้างความเข้าใจในภารกิจร่วมกัน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เตรียมแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อที่ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เมษายน 2569 ภายใต้หลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการบริหารประเทศบนพื้นฐานของหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล
นโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อสภา ครอบกลุ่ม 5 นโยบาย ประกอบด้วย 1. นโยบายด้านเศรษฐกิจ 2. นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 3. นโยบายด้านสังคม 4. นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และ 5. นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย
คำแถลงนโยบายรัฐบาลฉบับนี้ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจที่มุ่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและปรับโครงสร้างสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้านการค้าและการเกษตรที่ต้องการยกระดับไทยสู่ "ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก" ด้านสังคมที่เน้นการศึกษาและระบบสุขภาพ
รวมถึงด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมที่ตั้งเป้าบรรลุ Net Zero ภายในปี 2593 ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย
ติดตามอ่านคำแถลงนโยบายฉบับเต็มได้ด้านล่าง
ตามที่ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้กระผมดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2569 และแต่งตั้งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2569 นั้น บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินที่ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีความสอดคล้องกับหมวด 5 หน้าที่ของรัฐและหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) เรียบร้อยแล้ว
คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและพี่น้องประชาชนให้ทราบถึงหลักการ บริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยรัฐบาลภายใต้การนำของกระผมจะยึด หลักการสำคัญ 3ประการ ได้แก่
1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหาร ราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลของกระผมได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ ความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญได้แก่
การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การจัดทำมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหากรณีข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาและการปกป้องอธิปไตยของประเทศ การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติดอย่างเข้มข้น การสร้างความปลอดภัยและการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว
การแก้ปัญหาคอขวดเพื่อกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเร่งเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่ ที่มีศักยภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร การยกเลิกมูลค่าขั้นต่ำและเก็บอากรสินค้านำเข้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศ การผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ
การประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน ปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศได้เร็วขึ้น
รวมทั้งการจัดทำประชามติรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเพื่อนำไปสู่การ ร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง โดยรัฐบาลสามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ติดหล่มให้กลับมาขยายตัวสูงขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว
อย่างไรก็ดี ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงอันเป็นผลจากสถานการณ์ ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ทำให้การผลิต การขนส่งน้ำมันดิบและ ก๊าซธรรมชาติของโลกอยู่ในภาวะชะงักงัน ปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลง สวนทางกับความต้องการ ทำให้เกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงและราคาพลังงานโดยมีแนวโน้ม ที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และสถานการณ์นี้ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไตและในทิศทางใด
ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับพี่น้องคนไทยผ่านกลไกของรัฐที่มีอยู่ภายใต้อำนาจและหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการ อาทิ การยกระดับบริการกงสุลเพื่อคุ้มครองดูแลคนไทยในต่างประเทศ การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของประเทศ
การบริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่สำคัญทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งโดยเฉพาะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนผูกพันกับราคาพลังงาน อาทิ ปุ๋ยเคมี สารเคมีอุตสาหกรรม และวัตถุดิบปิโตรเคมี เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องแบกภาระต้นทุน ที่เพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของประเทศ
การบริหารสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าและวัสดุเหลือใช้ ทางการเกษตร ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย รวมทั้งการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน ในหน่วยงานภาครัฐ
เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว รัฐบาลจะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชนโดยบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณและจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากภัยต่างๆ ให้กับ พี่น้องคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยรัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางเพื่อบรรเทาผลกระทบจาก การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำรงชีพและการประกอบอาชีพ การหารือร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนการนำเข้า-ส่งออก เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจหรืออุตสาหกรรมในประเทศที่ได้ผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
ควบคู่กับการพลิกวิกฤติของโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการจูงใจให้บริษัท ต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในประเทศและการเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อเพิ่มตลาด ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ซึ่งจะช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศในการเป็น “ศูนย์กลาง ความมั่นคงทางอาหารของโลก”
ขณะเดียวกันรัฐบาลจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ และจะดำเนินการปรับลด รายจ่ายของหน่วยงานของรัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ
นอกจากภารกิจในการบริหารสถานการณ์เฉพาะหน้าข้างต้นแล้ว จากการประเมิน ความท้าทายและฉากทัศน์การพัฒนาในระยะต่อไป ประเทศไทยในวันนี้อยู่ในจุดที่กำลังเผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยที่ภัยส่วนใหญ่ ยังมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจจากวิกฤตหนี้ครัวเรือน ข้อจำกัดของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและผลิตภาพโดยรวมที่ถดถอย
ภัยด้านสังคมจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ อัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำ ปัญหายาเสพติด ความไม่เข้มแข็งของ สถาบันครอบครัว ความเหลื่อมล้ำในสังคม เหลื่อมล้ำในสังคม ข้อจำกัดของทุนมนุษย์และระบบสวัสดิการ ภัยด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง และ ภัยด้านความมั่นคง จากการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ระเบียบโลกเดิมที่เคยเกื้อหนุนความมีเสถียรภาพ ด้านความมั่นคงและการค้าเสรี กำลังเปลี่ยนผ่านสู่บริบทใหม่ที่มีความไม่แน่นอนและเต็มไปด้วย ความท้าทาย อาทิ การเก็บภาษีนำเข้าและดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อประโยชน์ของประเทศตน การขัดแย้งด้วยอาวุธ การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ
การเข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในวาระนี้ รัฐบาลจะมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศให้สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่และขั้วอำนาจของโลกที่ยังไม่มีความแน่นอนได้อย่างยืดหยุ่นและสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อนำความกินดีอยู่ดีให้คนไทยทุกคน ควบคู่กับการสร้างอนาคตของคนไทยด้วยการเพิ่มศักยภาพคนไทยให้มีความรู้ ความสามารถและมีทักษะที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและสามารถปรับตัว ตอบสนองกับสถานการณ์และความเสี่ยงที่ยากจะคาดการณ์ได้
รัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่ม ยุทธศาสตร์ (Cluster)” เพื่อสร้างความเข้าใจในภารกิจและทำงานบนเป้าหมายและตัวชี้วัดเดียวกัน โดยยึดความกินดีอยู่ดีของประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก และรัฐบาลจะทำหน้าที่รวมพลังภาคเอกชนและประชาชน เพื่อปลุกพลังในสังคมไทยให้เข้มแข็ง สร้างบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีโลกอย่างมีเกียรติภูมิ ปกป้องอธิปไตยและส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติ
พร้อมทั้งปรับบทบาทภาครัฐเป็น ผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของ ภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการทำงานโดยเฉพาะการให้บริการของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล (Government Digital Transformation) ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับ การสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องคนไทย ดังนี้
ด้านเศรษฐกิจ
1. สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงวัย วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs โดย
1.1 เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้ โดยการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและเป็นองค์รวมยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง มีฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเข้าถึงและเชื่อถือได้ในทุกประเภทของสถาบันการเงิน บริษัทบริหารสินทรัพย์และสหกรณ์ เพื่อลดปัญหาหนี้สินของคนไทยและช่วยให้ สามารถกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้
ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการหารายได้และลดต้นทุนให้แก่ เกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ SMEs และดำเนินมาตรการเพื่อลดรายจ่าย ให้กับพี่น้องประชาชนในการดำเนินชีวิตประจำวัน อาทิ ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าพลังงาน
รวมถึง เร่งพัฒนาเชื่อมโยงระบบข้อมูลรายบุคคลของคนไทยตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต เพื่อให้ภาครัฐสามารถ ออกแบบและจัดสวัสดิการแบบรวมศูนย์คุ้มครองสิทธิของคนไทยทุกกลุ่มอย่างเป็นระบบ ดำเนินมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละกลุ่มได้ อย่างมีประสิทธิภาพ
1.2 สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม อาทิ การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสควบคู่กับการพัฒนายกระดับทักษะที่จำเป็นและทักษะแห่งอนาคต อาทิ ทักษะความรู้ความเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy) ทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
การสร้างระบบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ลูกหนี้ที่มีวินัยในการชำระหนี้สม่ำเสมอ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้กับคนไทยทุกกลุ่ม เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจูงใจให้ผู้ประกอบการมีส่วนในการสนับสนุนให้ลูกจ้างหรือพนักงานมีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะใหม่และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อการยกระดับผลิตภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์
1.3 ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจ และแหล่งเงินทุนในระบบเพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการภาครัฐต่าง ๆ โดยเฉพาะสินเชื่อทางการเงินบนต้นทุนที่เหมาะสม ปรับกฎหมายระเบียบและขั้นตอนอนุมัติอนุญาตทำการค้า การลงทุนให้สะดวก โปร่งใส สร้างโอกาสในการหารายได้และลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs
อาทิ การให้แต้มต่อกับผู้ประกอบการ SMEs ที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand) ในการจัดซื้อจัดจ้างและบริการของภาครัฐ การจูงใจให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีส่วนร่วมดูแลและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน
การพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อขยายตลาดและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ อาทิ ระบบบัญชีออนไลน์ฟรี ระบบประเมินภาระภาษีฟรี ระบบใบกำกับภาษีออนไลน์ (E-invoice) ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบชำระเงิน อิเล็กทรอนิกส์ (E-receipt) ระบบการเงินธุรกิจ (PromptBiz)
1.4 ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ โดยกระจายอำนาจการคลังให้ท้องถิ่นตามความพร้อม ผลักดันกฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และส่งเสริมให้เกิดภาษีใหม่และค่าธรรมเนียมรวมทั้งเครื่องมือที่จะสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นในการวางแผนและการพัฒนาท้องถิ่น
ส่งเสริมการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงนำเทคโนโลยีและงานวิจัยที่ เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์มีคุณภาพและ มาตรฐานมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาด สร้างงาน สร้างอาชีพที่มีค่าตอบแทน เหมาะสมและมีสวัสดิการที่มั่นคงในท้องถิ่น
2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ อาทิ ดิจิทัลและ Al หุ่นยนต์ (Robotic) เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์และสุขภาพ โดย
2.1 ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บูรณาการข้อมูล และพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วน ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการสนับสนุนให้คนไทยสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลโดยเฉพาะ AI ในทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศในทุกๆ มิติทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการให้บริการของภาครัฐ
2.2 ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศที่มี และสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทของไทยเพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่มีการใช้ชิ้นส่วนวัตถุดิบและแรงงานในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมถึงส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปลงทุนใน ต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน
2.3 ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐาน เศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน โดยพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ นวัตกรรมและการแก้ปัญหาของประเทศ สนับสนุนเทคโนโลยีของไทยในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐหรือการลงทุนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายในประเทศ และลดการพึ่งพาเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่างประเทศ
พร้อมทั้งวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้พึ่งพาเทคโนโลยีสู่ผู้สร้างและผู้ร่วมกำหนดทิศทางเทคโนโลยีในภูมิภาค อาทิ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิจัยหรือทดสอบเทคโนโลยีระดับสูง โดยเริ่มต้นจากอุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบ อาทิ เกษตร อาหาร ยาและเวชภัณฑ์จาก ธรรมชาติ อุตสาหกรรมชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์
การจูงใจให้รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมของประเทศ การสร้างระบบนิเวศที่จะทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้
การจูงใจให้รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนมีส่วนร่วม ในทุกระดับ อาทิ พัฒนาตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของธุรกิจนวัตกรรม จัดตั้งกองทุนร่วม ลงทุน (Matching Fund) บ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมรายใหม่ (Start-up) ที่มีศักยภาพให้ เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการเตรียม ความพร้อมและกำลังคนสำหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต
2.4 เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมวายุภักษ์ เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์ และรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในขณะเดียวกันยังช่วยให้เกิดการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสาธารณะ สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ รวมถึงช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนไทยโดยไม่เป็นภาระงบประมาณหรือภาระภาษีให้แก่ประชาชน
2.5 ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนที่หลากหลายให้กับภาคธุรกิจทุกขนาด ดึงดูด จูงใจผู้ประกอบการ นักลงทุนในและต่างประเทศ สนับสนุนการออมและการเข้าถึงโอกาสต่างๆ ในตลาดเงินตลาดทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินของคนไทยทุกคนผ่านการลงทุนที่มีผลตอบแทนในระยะยาวอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการผลักดันการแก้กฎหมายและปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพทันต่อการเปลี่ยนแปลง
โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มศักยภาพให้สามารถส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่โดยเฉพาะการลงทุนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ยกระดับ กลไกการกำกับดูแล มีระบบบริหารจัดการเชื่อมโยงข้อมูลและการให้ความยินยอม เพื่อให้ เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล
ด้านการค้า
3.“เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” โดย
3.1 สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลของประเทศ การกำหนดกลไกควบคุมการส่ง สินค้าที่นำเข้ามาในประเทศเพื่อส่งออกโดยไม่มีการสร้างมูลเพิ่มให้ประเทศ อาทิ การปรับกลไก ตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มงวดและโปร่งใส การผลักดันให้สินค้าบริการความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของผู้ประกอบการ SMEs เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ
ควบคู่กับการจัดการปัญหานอมินีที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างไม่ตรงไปตรงมา เพื่อลดผลกระทบกับผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs และการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ ในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย ลงโทษผู้ละเมิดทรัพย์สิน ทางปัญญาอย่างจริงจัง
3.2 ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย ด้วยรูปแบบต่างๆ อาทิ การให้สินค้าและบริการไทยเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าในการจัดซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ของภาครัฐจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง การปรับปรุงโครงสร้างภาษีและดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย อาทิ การให้แต้มต่อแก่ ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand First) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและ ธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการไทย
3.3 บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า โดยแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคเพื่อให้สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง เปลี่ยนคู่ค้าเป็นพันธมิตรทางการค้า ยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิมและดำเนินการเชิงรุกในการเปิดตลาดใหม่ ขยายกรอบมูลค่าธุรกิจโดยการเจรจาเพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าให้กับสินค้าและบริการของไทยกับประเทศ พันธมิตร เน้นการกระจายตลาดลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว ของตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศหลักและสร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกรายย่อยโดยเฉพาะ ผู้ประกอบการ SMEs
3.4 ส่งเสริมการค้าภาคบริการโดยพัฒนาความสามารถของผู้บริการไทยใน สาขาการศึกษา สุขภาพ ดิจิทัลและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้และจัดทำกรอบข้อตกลงด้านการค้าภาคบริการกับประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้าง การค้าของประเทศที่มีความหลากหลายและมีภูมิคุ้มกันจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น
ด้านการเกษตร
4. ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่“เกษตร แม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน "ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน โดย
4.1 สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ศักยภาพของดินและแหล่งน้ำในพื้นที่ พัฒนาการทำการเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนการทำการเกษตร รวมถึงช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยืดหยุ่น ควบคู่กับการสร้างองค์ความรู้และเทคนิคการเกษตรสมัยใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและการแปรรูป สินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทานให้แก่เกษตรกรผ่านโครงการตอกเบี้ยคนละครึ่งสำหรับเกษตรกร ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนายกระดับทักษะการใช้แม่ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ของธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร
4.2 พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิต และจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เชื่อมโยงการผลิตสินค้าเกษตรกับ อุตสาหกรรมแปรรูปโดยใช้ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศเป็นตัวกำหนดทิศทาง เพื่อให้ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์ปริมาณน้ำและ สภาพอากาศในระดับตำบล พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรที่ไม่สร้างภาระและต้นทุน ให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบต่อคุณภาพสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่ อุปทาน
การปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพ เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน อาทิ การพัฒนาเมล็ดพันธุ ต้นพันธุ์ ปุ๋ยคุณภาพสูงโดย สนับสนุนให้ภาคเกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในด้านปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะปุ๋ย เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนให้แก่เกษตรกรตลอดจนดำเนินการจัดการที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงในสิทธิที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม ดำเนินการตรวจสอบและ จัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน
4.3 สร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้ เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่ใช้ผลิตภัณฑ์เกษตรในพื้นที่พัฒนากลไกที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตไปจำหน่ายในราคาที่เหมาะสมกับสภาวะตลาด
อาทิ
การยกระดับสหกรณ์การเกษตรสู่การเป็นองค์กรธุรกิจสมัยใหม่ที่มีธรรมาภิบาล เพื่อทำหน้าที่ สร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่การผลิตและร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาช่องทางการตลาด เพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่กลุ่มเกษตรกร รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่
ปรับปรุงรูปแบบเกษตรพันธะสัญญา (Contract Farming) ที่มีความเป็นธรรมระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตรให้มีประสิทธิภาพและอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ สร้างความมั่นคงด้านปริมาณและคุณภาพสินค้าเกษตร ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านอาหาร เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่นให้สินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดโลก
ด้านการท่องเที่ยว
5. ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง" โดย
5.1 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ โดยออกกฎหมายเพื่อนำภารกิจด้านการท่องเที่ยวเป็นภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมอัตลักษณ์และความหลากหลายทางภาษาที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม และยกระดับบทบาทของวัฒนธรรมไทยในเวทีระหว่างประเทศผ่านขับเคลื่อนการทูตทางวัฒนธรรมเชิงรุก (Cultural Diplomacy) เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศ
รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการและพัฒนา การท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากความหลากหลายและมั่งคั่ง ทางวัฒนธรรมของประเทศ อันจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
5.2 พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand) โดยนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สร้างความประทับใจ ความทรงจำที่ดีงาม และความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยี่ยมเยือนประเทศไทยซ้ำเสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง โดยเริ่มต้นจากการต่อยอดกับธุรกิจและบริการใน สาขาที่ประเทศมีความได้เปรียบ อาทิ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปะวัฒนธรรม วิถีไทยที่คำนึงถึง ความยั่งยืน
ควบคู่กับการเชื่อมโยงสินค้าและบริการไทยผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยวผนวก สินค้าและบริการไทย อาทิ ผลไม้ อาหาร และสปาให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ท่องเที่ยวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการแปรรูปไปจนถึงธุรกิจชุมชน ทำให้เกิดกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสู่ท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมประโยชน์
5.3 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อมในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการจัดนิทรรศการการประชุมและ กิจกรรมสันทนาการระดับนานาชาติ อาทิ คอนเสิร์ต กีฬา ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ให้พร้อมรองรับการพัก
ระยะยาวของคนต่างชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการรูปแบบการทำงาน และใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) โดยเฉพาะ กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวกับดิจิทัลที่มีรายได้สูง (Digital Normad)
5.4 สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุน ผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางและ การยกระดับเมืองน่าเที่ยว ส่งเสริมให้ภาคเอกชนและชุมชนท้องถิ่นร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ ท้องถิ่น เชื่อมโยงกับสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน และกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน
5.5 ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวด้วย การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จัดให้มีระบบประกันภัย ประกันชีวิต ประกันสุขภาพและ อุบัติเหตุภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับระบบให้บริการสาธารณสุขของประเทศ พัฒนาระบบตรวจสอบ และรับรองสถานที่ท่องเที่ยวและบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีมาตรฐานตามหลักสากล รวมทั้งปรับปรุง การอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพและสร้างความปลอดภัยในการเดินทาง ท่องเที่ยวทุกรูปแบบ
ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง
6. เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก รัฐบาลจะ ขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศที่ดำเนินไปในทุกมิติ ครอบคลุมทุกทิศทางและไปให้ไกลกว่า ประเทศไทย (Beyond Thailand) เพื่อแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลกอย่างสร้างสรรค์ ยึดมั่นใน ระบอบพหุภาคีโดยเฉพาะกรอบสหประชาชาติ หลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการและ สหประชาชาติ หลักกฎหมายระหว่างประเทศ ห ค่านิยมสากล เพื่อให้ไทยมีบทบาทในการนำอาเซียนรับมือกับความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่ เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี พ.ศ. 2572
7. เสริมสร้างเสถียรภาพ โดยยึดผลประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้งและรักษาปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วอำนาจในบริบทโลกหลายขั้ว กระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ ขนาดกลางและพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อสร้างทางเลือกและเพิ่มความยืดหยุ่นในการ ถ่วงดุลระหว่างขั้วอำนาจต่าง ๆ
8. ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่าน การบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเร่งผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของไทย ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและบริการของประเทศสู่ระดับสากล และขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ที่สำคัญของโลก รวมทั้งการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และความนิยมไทย
9. ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไข ปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค โดย
9.1 ป้องกัน เฝ้าระวังและจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักรโดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์ และสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาระบบที่สามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล การสร้าง กำแพงชายแดนเพื่อจัดการภัยรุกรานแบบเบ็ตเสร็จไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนส่งสินค้า แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์การลักลอบเผาป่า การลักลอบทำเหมือง และกระชับ ยาเสพติด ความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมีบทบาทสร้างสรรค์ในการส่งเสริม เสถียรภาพในภูมิภาค
9.2 มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย - กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชา อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้
10. สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญกรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ ยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน โดย
10.1 บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น ไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมายรวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬาและสันทนาการ รวมทั้งจะดำเนินการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพนัน เพื่อควบคุมและลดการอนุญาต การเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด
10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ละเว้นหรือปล่อยปละละเลยให้มียาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบต้องรับโทษ ทั้งทางวินัยร้ายแรงและอาญา โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน
10.3 ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติทุกรูปแบบรวมถึงการฟอกเงินและทุนเทา
11. พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้ มีความพร้อม เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต การจัดหาและปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งจากผู้ผลิตภายในประเทศและภายนอกประเทศจะต้อง เป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของคนไทย เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศและ สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศ
12. พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร รัฐบาลจะดำเนิน โครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบ สัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนนายสิบของตลาดแรงงาน ควบคู่กับการจัดทำระบบพัฒนาทักษะตามความสนใจและความต้องการ เพื่อให้การรับราชการทหารเป็นเส้นทางการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนและเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว เสริมศักยภาพอาสารักษาดินแดนทั้งการฝึกทักษะและการประสานงานร่วมกับกองทัพ โดยเฉพาะกำลังที่ปฏิบัติหน้าที่ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ด้านสังคม
13. เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญ กับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดย
13.1 พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึง เพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยมีโอกาสได้เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลาและเข้าถึงสิทธิ ทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค ให้ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนากลุ่มคนที่มีศักยภาพสูงเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู ใช้ผลการประเมินประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการ สอนของครูเป็นหลักในการปรับเพิ่มวิทยฐานะ ให้อิสระในการบริหารจัดการเรียนรู้แก่สถานศึกษาได้ตามความพร้อมของสถานศึกษาและความถนัดของผู้เรียน รวมถึงสร้างเสริมวัฒนธรรมการ เรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
13.2 ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับการแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้และทักษะแห่งอนาคต อาทิ AI และ Robotic พัฒนาระบบเชื่อมโยงการรับรองผลจากการเรียนรู้ทั้งใน-นอกห้องเรียนและ ระบบออนไลน์-ออฟไลน์ทั้งในและต่างประเทศ
อาทิ ระบบธนาคารหน่วยกิต ระบบการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพหรือทักษะที่สามารถใช้ในการทำงานได้อย่างแท้จริงพร้อมทั้งขยายโอกาสการพัฒนาทักษะผ่านเครือข่ายสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงจูงใจให้ผู้ประกอบการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงวัย คนพิการ เด็กและเยาวชน ผู้ที่หลุดออกจากระบบ เพื่อลดข้อจำกัดแรงงานในระบบและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
13.3 พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย ส่งเสริมคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนให้เข้าถึงกีฬาในระดับต่างๆ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพทางกายและจิตใจที่ดีซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล มีวินัยและเคารพในกติกา สนับสนุน การใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนานักกีฬา สร้างความร่วมมือกับ ภาคเอกชนในการพัฒนาศูนย์ฝึกกีฬาและสิ่งอำนวยความสะดวก
รวมถึงส่งเสริมการจัดการแข่งขันกีฬาในระดับสากลเพื่อยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ ควบคู่กับการปรับระบบการบริหารจัดการองค์กรกีฬา ระบบสวัสดิการและสวัสดิภาพของนักกีฬาให้เป็นไป ตามมาตรฐานสากล เพื่อจูงใจให้คนไทยมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการก้าวสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับคนไทยและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ
14. พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดย
14.1 ปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลและเชื่อมโยงข้อมูลคนไทย และสิทธิการรักษาพยาบาล เพื่อให้ประวัติการรักษาพยาบาลเข้าด้วยกันภายใต้การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่เคร่งครัด คนไทยได้เข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม อีกทั้งยังช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผนการจัดบริการระบบสาธารณสุขจากข้อมูลที่มีได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างความสมดุลระหว่างการรักษาสุขภาพเชิงป้องกันและการรักษาพยาบาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้จ่ายเงินงบประมาณในภาพรวม
14.2 ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างใน เศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และยกระดับความโปร่งใสใน การบริหารจัดการเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบประกันสังคม พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบ การประกันตนให้สามารถจูงใจให้นายจ้างและแรงงานนอกระบบเข้าในระบบประกันสังคม
14.3 ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้า การใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ อาทิ การแพทย์ทางไกล ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและ การแพทย์แผนไทย การวิจัยและเทคโนโลยีทางการแพทย์ อาทิ ชีววัตถุ และเครื่องมือแพทย์ รวมถึงสนับสนุนให้มีการลงทุนผลิตยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ในประเทศ เพื่อเพิ่ม ความสามารถในการผลิตยา อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ภายในประเทศ
15. สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย โดย
15.1 พัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น สามารถอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นได้ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางสังคมผ่านกลไกที่เป็น รูปธรรม
15.2 สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัยเพื่อให้ผู้สูงอายุและ ประชากรทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตนเองได้และมีส่วนร่วมในสังคม พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) เพื่อผู้สูงวัยและโดยผู้สูงวัย อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีแล นวัตกรรมที่ช่วยในการดำรงชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ การส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือกิจการเพื่อรองรับสังคมสูงวัย การส่งเสริมการสร้างรายได้ การออมและการใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุ การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้
15.3 จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐาน ในพื้นที่ และดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้อยู่ใน ภาวะพึ่งพิงในชุมชนเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวสามารถประกอบอาชีพได้ พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอเพื่อให้ผู้เสพสามารถเข้ารับการ บำบัดรักษา ซึ่งจะช่วยคืนคนตึกลับสู่สังคม โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนและส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมใน การพัฒนา
ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม
16. บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนา ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล เร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติและกักเก็บน้ำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้ทั้งภาคการเกษตร และอุตสาหกรรมมีน้ำใช้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
ควบคู่กับการยกระดับการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความรับผิดชอบที่ชัดเจนและบูรณาการการทำงานร่วมกัน มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนเร่งพัฒนาระบบการแจ้งเตือนภัย และบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีเอกภาพบนฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสามารถให้การช่วยเหลือ/เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ
17. พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือนเพื่อสร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ โดยออกแบบกลไกการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ มีความยั่งยืนทางการคลังและสามารถให้ความคุ้มครองและเยียวยา ผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม เมื่อเกิดภัยพิบัติ รวมทั้งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของ ครัวเรือนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาพรวม
18. ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดย
18.1 พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการเพาะปลูกที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ป้องกันและลดการเผา ในภาคการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และส่งเสริมการทำเกษตรที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ (Zoning by Agri-map) โดยสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อต้นทุนต่ำสำหรับ การปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ผลผลิตมีความสม่ำเสมอทั้งเชิง ปริมาณและคุณภาพ การกำจัดเศษวัสดุทางการเกษตรที่มีต้นทุนต่ำ และการพัฒนาอุตสาหกรรม ถ่านชีวภาพ (Biochar) เพื่อการส่งออก
18.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐาน การปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้รองรับสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน (Direct PPA) สนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน/ชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาพรวมของประเทศและเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้พลังงานในภาคการขนส่งและอุตสาหกรรม
18.3 ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการขนส่งที่จัดซื้อรถสมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำทดแทน การผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศที่มีคุณภาพและราคาถูก การพัฒนาระบบขนส่งทางราง ทางน้ำและระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองที่มีประสิทธิภาพ และ การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่งที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการบริหารจัดการ ขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ
18.4 จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดัน กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว อาทิ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ พ.ศ.... จัดทำระบบฐานข้อมูลเพื่อรองรับการให้สินเชื่อทางการเงินสีเขียวเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินต้นทุนต่ำ จัดทำระบบการตรวจวัดและประเมินปริมาณการปล่อย การลดและการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตของไทยในตลาดสากลได้ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการหา รายได้จากคาร์บอนเครดิตให้กับชุมชนและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
18.5 เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก โดยการฟื้นฟูและขยายพื้นที่สีเขียว ทั้งในส่วนของพื้นที่ป่าต้นน้ำ พื้นที่ป่าชายเลน พื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่นันทนาการ ในเขตเมืองผ่านกลไกการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาชน
19. การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล เร่งจัดสรรที่ดินทำกินควบคู่กับการสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ชุมชน เพื่อลดการบุกรุกและรักษา พื้นที่ป่า จัดทำผังเมืองที่สนับสนุนการใช้ประโยชน์ที่ดินตามศักยภาพและทรัพยากรในพื้นที่ และ บังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย
20. ราชการทันใจ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ “ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐ ปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ได้อย่างทันท่วงที โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ผลักดันร่างกฎหมายว่า ด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การดำรงชีวิตและการประกอบธุรกิจ ลดต้นทุนและภาระแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ อันจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวม และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี
21. การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐ อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับบทบาทภารกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานให้ชัดเจน ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็น เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ให้เหลือบทบาท “ผู้ควบคุม”เพียงเท่าที่จำเป็น
ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ Work from Anywhere เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เร่งรัดให้เกิด การเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลดิจิทัลควบคู่กับปรับระบบประเมินผล ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์และประโยชน์ ที่ประชาชนจะได้รับเป็นหลัก รวมถึงเป็นการประเมินที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตลอดจน ดำเนินการลดรายจ่ายของภาครัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง อาทิ การลงทุนในสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น การศึกษาดูงานต่างประเทศ
22. การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น
22.1 ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายลำดับรองที่กำหนดกระบวนงานและขั้นตอนต่าง ๆ จำนวนกว่าเจ็ดพันฉบับ ซึ่งสร้างภาระงบประมาณและภาระแก่ประชาชน โดยจะลดกระบวนงาน และขั้นตอนที่ไม่จำเป็นให้ได้มากที่สุดและสามารถให้บริการแก่ประชาชนด้วยดิจิทัลมากที่สุด ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็นอันเป็นบ่อเกิด ของการทุจริตคอร์รัปชันด้วย
22.2 เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น อาทิ กฎหมายเลื่อยโซ่ยนต์ กฎหมายควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง กฎหมายความผิด อันเกิดจากการใช้เช็ค
22.3 ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่ อาทิ กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการค้าทางดิจิทัล กฎหมายว่าด้วยโรงแรม เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน การแก้ไขหรือออกกฎหมาย หรือมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐจัดเก็บข้อมูล ที่มีโครงสร้างและสามารถอ่านได้ด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์ (Machine Readable) และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันเพื่อให้สามารถใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อยกระดับการบริหารงานภาครัฐภายใต้การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่เคร่งครัด
ปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลสามารถทำหน้าที่สนับสนุนการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจัดทำกฎหมายเพื่อนำภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสังคมกลับเข้าเข้าสู่งบประมาณแผ่นดินเพื่อรักษาวินัยทาง การเงินการคลัง
22.4 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้พัสดุหรือบริการที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล ไม่คำนึงถึงราคาต่ำสุดอย่างเดียว และสนับสนุนการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การจ้างงานและการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ เพิ่มมาตรการจัดการกับคู่สัญญาของภาครัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งส่งเสริมการใช้วัสดุครุภัณฑ์ที่เอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมในประเทศ ตลอดจนแก้ไขกฎหมาย ต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD
22.5 การเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น รัฐบาลจะกำหนดให้หน่วยงานของรัฐผู้เสนอกฎหมายใหม่ต้องจัดทำรายงานประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากกฎหมายใหม่ อย่างจริงจังว่าจะนำไปสู่การทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นและมีส่วนช่วยเพิ่มความสามารถใน การแข่งขันของผู้ประกอบการและประเทศในภาพรวมคุ้มค่า รวมถึงได้สัดส่วนกับงบประมาณ ที่ต้องใช้ในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ตลอดจนต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องที่ครอบคลุม เพื่อให้กฎหมายที่ตราขึ้นจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนเพียงเท่าที่จำเป็นและไม่เป็นภาระแก่คนดีที่จะปฏิบัติตามกฎหมายอีกต่อไป
22.6 กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาทบทวน ปรับปรุง และเสนอร่างกฎหมาย ในกรณีร่างกฎหมายว่าด้วยการเงินที่มีการรับฟังความคิดเห็นในหลักการและ ร่างกฎหมายครบถ้วนแล้ว รัฐบาลมีนโยบายที่จะเสนอผลการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับหลักการ ต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน 60 วัน
23. แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยกำหนดมาตรการ ทางจริยธรรมและประพฤติมิชอบเพื่อให้ปลอดจากการทุจริต ปฏิรูประบบกระบวนการอนุมัติ อนุญาต ให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดขั้นตอนและดุลพินิจที่ไม่จำเป็น รวมทั้ง เปิดเผยข้อมูลสาธารณะให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของ OECD
บูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐ เชื่อมข้อมูลขนาดใหญ่และใช้ AI เป็นเครื่องมือตรวจจับและประมวลผล เพื่อลดโอกาสและความเสี่ยงของการเกิดทุจริต ตลอดจนกำกับ ติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงานของ รัฐให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยมีตัวชี้วัดที่ระดับดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยให้ปรับตัวดีขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 162 โดยจะผลักดันการพัฒนาตามแนวนโยบายแห่งรัฐและ ยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 5 ด้าน ในช่วงเวลาของการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง อาทิ การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ การคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิ์ในสังคม การจัดสรรคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม
เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 5 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่าง แท้จริง “พูดแล้วทำ” ซึ่งจะช่วยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการยกเครื่อง ประเทศให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และมีคุณภาพ เพื่อนำความก้าวหน้ามาสู่ประเทศ นำความกินดีอยู่ดีให้คนไทยทุกคนได้ตามเป้าหมาย
โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหาร ราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้
1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เร่งสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ลงทุนเพื่ออนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ตลอดจนพัฒนากฎหมายระเบียบ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิต ภาคเกษตร เกษตรแปรรูป พัฒนาและเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ และ ผลักดัน SMEs ให้เติบโตและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าระดับประเทศ รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มใน สินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ
3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่ง ขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อให้กับคนไทยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถแข่งขันภายใต้กติกาใหม่ ของโลก
4. ด้านสังคมและสวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิต ประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน และสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางการคลังและการคุ้มครอง ทางสังคม
5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ยกระดับสถานะและบทบาทไทยในเวทีโลก รักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพในบริบทโลกหลายขั้ว และเสริมความมั่นคงภายใน-ชายแดน-กองทัพ ให้พร้อมรับภัยคุกคามสมัยใหม่
รัฐบาลจะมอบหมายผู้รับผิดชอบหลักในแต่ละกลุ่มยุทธศาสตร์ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการดำเนินงาน กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันกำหนดผลลัพธ์หลักที่สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความท้าทายและวัดผลได้อย่างชัดเจน และรัฐบาลจะดำเนินการติดตามความก้าวหน้าเพื่อวิเคราะห์ และแก้ไขอุปสรรคเชิงระบบ เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมายและรายงานความก้าวหน้าต่อพี่น้อง ประชาชนอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง
การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลจะดำเนินการโดยยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้งภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังและการเสริมสร้างเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิ จโดยการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ อาทิ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เป็นหลัก
จะใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ด้วยความรอบคอบ กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้เกิดการบริหารสินทรัพย์ของภาครัฐให้มีความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมบทบาทภาคเอกชน ในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การให้บริการประชาชน และลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว
ท้ายที่สุดนี้ กระผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ว่าความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่ เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย โดยรัฐบาลพร้อมที่จะเติมเต็มและ ทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนและนำพาประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาที่เต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและ เป็นพลังขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศในระยะยาว
กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทย ตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย







