thansettakij
thansettakij
เปิดคำพิพากษาศาลล่าสุด "พาณิชย์" ไม่มีอำนาจคุมราคาน้ำมัน แม้อยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม

เปิดคำพิพากษาศาลล่าสุด "พาณิชย์" ไม่มีอำนาจคุมราคาน้ำมัน แม้อยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม

29 มี.ค. 69 | 11:55 น.
อัปเดตล่าสุด :29 มี.ค. 69 | 11:59 น.

เปิดคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ล่าสุดในปี 66 ยืนยัน กกร.-กระทรวงพาณิชย์ ไม่มีอำนาจกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง แม้อยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม ชี้มีกฎหมายเฉพาะดูแลอยู่แล้ว

หลังกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ออกโรงชี้แจงกรณีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) มีอำนาจตามกฎหมายในการควบคุมหรือกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

โดยกรมการค้าภายใน ได้ยกเอาคำพิพากษาศาลปกครอง สำคัญ 2 คดี ได้แก่ คดีดำที่ 1872/2556 และคดีแดงที่ 1937/2561 มายืนยันว่า กกร. ไม่มีหน้าที่กำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตที่ปรึกษา รมว.พลังงาน ออกมาโต้แย้งโดยอ้างหลักฐานชุดใหม่ว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ได้ยืนยันประกาศ กกร. ปี 2538 ซึ่งรับรองรายการสินค้าและบริการควบคุมราคา 59 รายการ โดยมีน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซปิโตรเลียมเหลวรวมอยู่ด้วย มติดังกล่าวจึงมีผลลบล้างมติ ครม. ปี 2534 ที่กรมการค้าภายในนำมาอ้างโดยปริยาย ตามหลักที่ว่ามติ ครม. ฉบับหลังที่ขัดแย้งกับฉบับเดิม ย่อมทำให้ฉบับเดิมสิ้นผลใช้บังคับ

นายอรรถวิชช์ยังชี้ด้วยว่าคำพิพากษาศาลปกครองที่กรมการค้าภายในอ้างอิงนั้น เป็นคำตัดสินในปี 2561 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนมติ ครม. ปี 2568 จึงยังไม่ครอบคลุมสถานการณ์ปัจจุบัน

จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบว่า กรณีนี้มีอีกคดีที่ศาลปกครองสูงมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ในคดีหมายเลขแดงที่ อร.167/2566 พิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ให้ยกฟ้องทุกข้อหา และระบุไว้ชัดเจนว่ากกร. ไม่มีอำนาจคุมราคาน้ำมัน แม้อยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม

คำพิพากษากรณีนี้มีต้นตอจากการที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ และพวกรวม 4 คน ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐหลายแห่ง รวมถึงคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 ต่อศาลปกครอง โดยกล่าวหาว่าละเลยหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กรณีไม่ใช้อำนาจควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

คดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาประเด็นคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 ละเลยต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กรณีไม่ควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือไม่ เห็นว่า แม้จะมีการกำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าและบริการควบคุมตามข้อ 3 (15) ของประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง การกำหนดสินค้าและค่าบริการควบคุม ปี 2555 ลงวันที่ 25 มกราคม 2555 ซึ่งใช้บังคับขณะที่มีการฟ้องคดี

เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการครองชีพของประชาชนและเป็นสินค้าที่ใช้เป็นปัจจัยการผลิตต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาของสินค้าชนิดอื่นตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 มีอำนาจตามมาตรา 25 และมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ในการกำหนดมาตรการต่างๆ เช่น การกำหนดราคาซื้อหรือราคาจำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุม ให้ผู้ซื้อซื้อสินค้าและบริการในราคาไม่ต่ำกว่าราคาที่กำหนดให้ผู้จำหน่ายจำหน่ายสินค้าและบริการในราคาไม่สูงกว่าราคาที่กำหนด ตรึงไว้ในราคาใดราคาหนึ่ง กำหนดอัตรากำไรสูงสุดต่อหน่วยของสินค้าที่ผู้จำหน่ายจะได้รับ เป็นต้น

แต่เนื่องจากคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 อนุมัติให้ดำเนินการยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมัน เชื้อเพลิง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประกอบกับมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงรวมถึงพลังงานอื่นในประเทศโดยเฉพาะอยู่แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 จึงไม่มีหน้าที่กำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด

ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ขณะที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน เห็นด้วยกับศาลปกครองชั้นต้น

เปิดคำพิพากษาศาลล่าสุด "พาณิชย์" ไม่มีอำนาจคุมราคาน้ำมัน แม้อยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม

แหล่งข่าวจากกรมการค้าภายในขยายความเพิ่มเติมว่า สาเหตุหลักที่ศาลยกฟ้องเป็นเพราะ พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เป็นเพียงกฎหมายทั่วไป ขณะที่น้ำมันเชื้อเพลิงมีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว ตามหลักกฎหมาย "กฎหมายเฉพาะย่อมใช้บังคับเหนือกฎหมายทั่วไป" กรมการค้าภายในจึงมีอำนาจเพียงการกำหนดให้แสดงราคาจำหน่าย และควบคุมไม่ให้มีการกักตุนสินค้าเท่านั้น

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่าเรื่องไหนที่ศาลตัดสินถึงที่สุดแล้วก็ต้องยึดถือแนวทางการตัดสินของศาลเป็นแนวปฏิบัติ เพราะข้าราชการต้องทำงานภายใต้กฎหมาย หากเรื่องไหนที่มีข้อเท็จจริงใหม่ก็ขอให้ไปร้องให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด เพื่อจะได้ยึดถือเป็นแนวปฎิบัติที่ถูกต้องต่อไป