thansettakij
thansettakij
นักวิชาการย้ำ วิกฤตพลังงานไทย ‘มะเร็งระยะสุดท้าย’ จึ้รัฐปรับโครงสร้าง

นักวิชาการย้ำ วิกฤตพลังงานไทย ‘มะเร็งระยะสุดท้าย’ จึ้รัฐปรับโครงสร้าง

28 มี.ค. 69 | 07:03 น.
อัปเดตล่าสุด :28 มี.ค. 69 | 07:10 น.

นักวิชาการร่วมวงเสวนา “6 บาทที่ต้องตอบ...ฯ” ชี้ วิกฤตพลังงานไทยคือ “มะเร็งระยะสุดท้าย” แนะรัฐผ่าตัดโครงสร้าง ดึงปตท. กลับเป็นของรัฐ

KEY

POINTS

  • นักวิชาการชี้ว่าวิกฤตพลังงานไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ขาดความโปร่งใสและไม่เป็นธรรม เปรียบเสมือน "มะเร็งระยะสุดท้าย" ที่ต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่ปัญหาราคา
  • มีข้อเสนอให้รัฐบาลปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยพิจารณานำ ปตท. กลับมาเป็นของรัฐ 100% หรือจัดตั้งบริษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาดูแลระบบพลังงานทั้งหมด
  • เรียกร้องให้รัฐบาลมีความกล้าหาญในการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่ากลุ่มทุน พร้อมส่งเสริมพลังงานทดแทนในประเทศเพื่อการพึ่งพาตนเองในระยะยาว

วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม ร่วมกับ สถาบันปฏิรูปประเทศไทย มหาวิทยาลัยรังสิต จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “6 บาทที่ต้องตอบ... ผู้นำไทยจะพาประเทศออกจากวิกฤตพลังงานอย่างไร?” ระดมสมองนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ทางรอดประเทศ ชี้สถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่แค่ปัญหาราคา แต่คือ “วิกฤตศรัทธา” ต่อโครงสร้างพลังงานที่ไม่เป็นธรรม

รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและคณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดวันนี้คือระบบการจัดการที่ไม่ตรงไปตรงมาและขาดความโปร่งใส ท่ามกลางภาวะ “Energy Shock” ที่ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่รัฐบาลกลับไม่มีสัญญาณการแก้ปัญหาในระดับโครงสร้างที่ชัดเจน

โดยเน้นย้ำว่าผู้นำในยามวิกฤตต้องกล้าคิดนอกกรอบและพิสูจน์ความซื่อสัตย์สุจริตโดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมเสนอให้พิจารณานำ ปตท. กลับมาเป็นของรัฐ 100% หรือจัดตั้งบริษัทพลังงานแห่งชาติเพื่อดูแลระบบพลังงานทั้งหมด รวมถึงพลังงานหมุนเวียน เพื่อความมั่นคงในระยะยาว

ด้านรศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า สงครามและการควบคุมบ่อน้ำมันเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด วิกฤตปัจจุบันอาจยืดเยื้อเป็นปีเพราะเป็นการ “Reset World Order” ระหว่างขั้วอำนาจ

นักวิชาการย้ำ วิกฤตพลังงานไทย ‘มะเร็งระยะสุดท้าย’ จึ้รัฐปรับโครงสร้าง

สำหรับประเทศไทยมองว่ารัฐบาลทำตัวเป็น “ลูกไล่” ต่างชาติ และเสนอให้ไทยต้อง “ปลดแอก” จากการครอบงำทางนโยบายของมหาอำนาจและกลุ่มทุนผูกขาด นอกจากนี้ ยังเสนอทางออกระยะยาวด้วยการส่งเสริมพลังงานทดแทนจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น การสกัดน้ำมันจากยางพารา หรือขยะพลาสติก เพื่อพึ่งพาตนเอง

ขณะที่ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า หากถอดหน้ากากการอุดหนุนออก ราคาน้ำมันดีเซลจริงอาจสูงถึง 58 บาท นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงเงินสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงกว่า 34,000 ล้านบาทที่เก็บจากประชาชนว่าหายไปไหนในยามวิกฤต โดยเสนอแนวทาง “Zero Import Energy” ส่งเสริมการใช้เอทานอลบริสุทธิ์ (E100) และก๊าซชีวภาพจากขยะ ซึ่งไทยมีศักยภาพทำได้ทันทีหากรัฐบาลกล้าขัดผลประโยชน์กลุ่มทุน

ด้าน รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปรียบเทียบกรณีไทยกับประเทศนอร์เวย์และเดนมาร์ก ซึ่งมีราคาน้ำมันสูงแต่ประชาชนยอมรับได้เพราะระบบมีความโปร่งใสและมีการคอร์รัปชันต่ำ โดยได้คัดค้านการที่รัฐบาลจะออก พรก. เงินกู้เพิ่มเติมเพื่อมาอุดหนุนราคาพลังงาน

นักวิชาการย้ำ วิกฤตพลังงานไทย ‘มะเร็งระยะสุดท้าย’ จึ้รัฐปรับโครงสร้าง

เพราะจะสร้างภาระทางการคลังอย่างหนัก แต่เสนอให้ตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นและงบที่ซ้ำซ้อนเพื่อนำเงินมาช่วยพยุงค่าไฟฟ้าแทน ในส่วนของ ปตท. นั้นเห็นด้วยว่าควรทำให้กลับไปเป็นของรัฐ 100% เพื่อบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ข้อเสนอต่อรัฐบาล ที่ประชุมเสวนามีความเห็นร่วมกันว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้คือ “มะเร็งระยะสุดท้าย” ที่ต้องแก้ที่ต้นเหตุคือโครงสร้างนโยบาย รัฐบาลต้องมีความโปร่งใส เปิดเผยความจริงต่อประชาชน และกล้าตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่ากลุ่มทุน โดยสถาบันการศึกษาพร้อมเป็นที่พึ่งในการให้ความรู้และข้อเสนอแนะเชิงวิชาการเพื่อพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตศรัทธาและวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้