เบื้องลึกประกันสังคม เมินประชาพิจารณ์ล้านเสียง เสนอ 4 สูตรเลือกตั้งบอร์ดใหม่
เจาะเบื้องหลังการประชุมบอร์ดประกันสังคม เสนอ 4 รูปแบบเลือกตั้งบอร์ดใหม่ให้รัฐมนตรีแรงงานตัดสินใจ ทั้งที่ผลประชาพิจารณ์ล้านเสียงชี้ชัด 95% ต้องการใช้ระเบียบเดิม
KEY
POINTS
- คณะกรรมการประกันสังคมเสนอ 4 รูปแบบการเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ให้รัฐมนตรีตัดสินใจ แม้ผลประชาพิจารณ์จากผู้ประกันตนกว่าล้านคนชี้ว่า 95% ต้องการให้ใช้ระเบียบเดิม
- 3 ใน 4 รูปแบบที่เสนอเป็นสูตรใหม่ที่ดัดแปลงมาจากระเบียบที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาพิจารณ์ โดยมีเงื่อนไขที่จำกัดสิทธิ เช่น เปลี่ยนเป็นระบบ 1 คน 1 เสียง และเพิ่มคุณสมบัติผู้สมัครที่เข้มงวด
- การเลือกใช้สูตรใหม่จะทำให้กระบวนการเลือกตั้งล่าช้าออกไปหลายเดือน ส่งผลให้บอร์ดอยู่ในสถานะ "รักษาการ" ซึ่งไม่สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญ เช่น การอนุมัติงบประมาณขนาดใหญ่และสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ได้
- เงื่อนไขใหม่ เช่น การต้องทำงานเต็มเวลา ถูกมองว่าเป็นการกีดกันผู้ประกันตนที่ทำงานประจำไม่ให้เข้ามาเป็นตัวแทน ซึ่งอาจทำให้บอร์ดไม่ได้สะท้อนเสียงของแรงงานอย่างแท้จริง
การประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ครั้งล่าสุด กลายเป็นจุดสะท้อนความซับซ้อนของกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย หลังมีการเสนอ “4 รูปแบบ” การจัดการเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ ทั้งที่ในทางปฏิบัติ ประเด็นหลักควรเป็นเพียงการเลือกระหว่าง “ระเบียบเดิม” ที่ยังมีผลบังคับใช้ กับ “ระเบียบใหม่” ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
จุดเริ่มต้นของข้อถกเถียงนี้ มาจากการทำประชาพิจารณ์ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 1 ล้านคน และให้ผลออกมาอย่างชัดเจนว่า มากถึง 95% ต้องการให้ใช้ระเบียบเดิมที่เคยใช้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากสามารถดำเนินการได้ทันทีและเอื้อต่อการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน
อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมกลับมีการนำ “ระเบียบใหม่” ซึ่งไม่ได้รับเสียงสนับสนุน มาปรับแยกเป็น 3 รูปแบบย่อย ก่อนรวมกับระเบียบเดิมเป็น 4 ตัวเลือก เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้ตัดสินใจ
ผุดเพิ่ม 3 สูตรใหม่ไม่มีปี่มีขลุ่ย
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน อธิบายในรายการ 'ฐานทอล์ค' ทางเนชั่นทีวี 22 ว่า แก่นของระเบียบใหม่มีอยู่เพียง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนระบบเลือกตั้งจาก “1 คนเลือก 7 คน” เป็น “1 คนเลือก 1 คน” การแยกผู้ประกันตนออกเป็นกลุ่มตามมาตรา 33, 39 และ 40 และการเพิ่มเงื่อนไขคุณสมบัติผู้สมัคร เช่น ความเป็นกลางทางการเมือง ความรู้ความสามารถ และการต้องทำงานเต็มเวลา
ทั้ง 3 ประเด็นนี้ เป็นสิ่งที่ผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากมองว่าเป็นการเพิ่มข้อจำกัดและอาจลดทอนการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน แต่ในที่ประชุมกลับมีการนำองค์ประกอบเหล่านี้มา “จัดเรียงใหม่” เป็น 3 รูปแบบแยกกัน เช่น แบบที่ยังคงระบบ 1 เลือก 1 แบบที่แยกตามมาตรา หรือแบบที่เพิ่มคุณสมบัติผู้สมัคร ก่อนจะเสนอรวมกับระเบียบเดิมเป็น 4 ตัวเลือก
ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดคำถามในที่ประชุมว่า เหตุใดจึงต้องเพิ่มตัวเลือกจากสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และยังต้องนำเสนอเป็นทางเลือกเชิงนโยบาย ทั้งที่แนวทางที่ได้รับการสนับสนุนมีความชัดเจนอยู่แล้ว
เลือกตั้งช้า กระทบกองทุนโดยตรง
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือผลกระทบด้านระยะเวลา โดยหากเลือกใช้ระเบียบเดิม จะสามารถเริ่มกระบวนการเลือกตั้งได้ทันที และมีโอกาสจัดการเลือกตั้งได้ภายในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569
ในทางกลับกัน หากเลือกใช้รูปแบบใหม่ จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการยกร่างและแก้ไขระเบียบ ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งเลื่อนไปถึงเดือนกันยายน และบอร์ดชุดใหม่อาจเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้จริงในช่วงปลายปี
นั่นหมายความว่า บอร์ดจะอยู่ในสถานะ “รักษาการ” ยาวนานถึง 8-10 เดือน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยเฉพาะการอนุมัติงบประมาณขนาดใหญ่ตั้งแต่หลักสิบล้านบาทไปจนถึงระดับพันล้านบาท รวมถึงการผลักดันสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกันตน
"ในสถานะรักษาการ บอร์ดมักไม่มีความมั่นใจเพียงพอในการตัดสินใจเรื่องที่มีภาระผูกพันสูง ส่งผลให้หลายโครงการอาจต้องชะลอออกไป และกระทบต่อผู้ประกันตนโดยตรง"
เงื่อนไขใหม่คัดคนออกจากระบบ
นอกจากประเด็นเรื่องเวลาแล้ว ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครในระเบียบใหม่ (สูตร 1-3) โดยเฉพาะเงื่อนไข “การทำงานเต็มเวลา” และการกำหนดมาตรฐานด้านความรู้ความสามารถหรือความเป็นกลางทางการเมือง
ข้อกำหนดลักษณะนี้ อาจส่งผลให้ผู้ประกันตนที่ยังทำงานอยู่จริง เช่น พนักงานบริษัทหรือแรงงานในระบบ ไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ เนื่องจากไม่สามารถลาออกจากงานมาทำหน้าที่เต็มเวลาได้
ขณะที่ค่าตอบแทนของกรรมการประกันสังคมอยู่ในระดับจำกัด (ไม่เกินประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน) จึงไม่จูงใจให้บุคคลทั่วไปเข้ามาทำหน้าที่เต็มเวลา ส่งผลให้โครงสร้างผู้แทนอาจเปลี่ยนไปเป็นกลุ่มบุคคลเฉพาะที่มีศักยภาพด้านเวลาและทรัพยากร มากกว่าการเป็นตัวแทนของผู้ประกันตนในวงกว้าง
ท้ายที่สุด แม้เสียงจากประชาพิจารณ์และความเห็นในที่ประชุมจะเอนไปในทิศทางเดียวกัน แต่ข้อสรุปคือการเสนอทั้ง 4 รูปแบบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้ตัดสินใจ
"สถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า การคงตัวเลือกหลายรูปแบบไว้ เป็นเพียงขั้นตอนตามกระบวนการ หรือเป็นการเปิดช่องให้มีการเลือกแนวทางที่แตกต่างจากเสียงส่วนใหญ่"
การตัดสินใจในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือกรูปแบบการเลือกตั้ง แต่เป็นตัวกำหนดทิศทางของระบบประกันสังคม ว่าจะให้ความสำคัญกับ “ความรวดเร็วและการมีส่วนร่วม” หรือ “การปรับโครงสร้างกติกาใหม่” ซึ่งอาจต้องแลกมาด้วยเวลาและผลกระทบต่อผู้ประกันตนในระยะสั้น





