
สงครามตะวันออกกลางเดือด อิสราเอลถล่ม อิหร่าน-เบรุต ดันน้ำมันพุ่ง 50%
อิสราเอลเปิดฉากถล่ม "อิหร่าน-เบรุต" ระลอกใหม่ ด้าน สหรัฐฯ ส่งนาวิกโยธินสมทบ-น้ำมันโลกพุ่ง 50% ‘ทรัมป์’ จวกพันธมิตรขี้ขลาด สั่งงดคว่ำบาตรดึงน้ำมันสำรอง 140 ล้านบาร์เรลสู้ศึก
KEY
POINTS
- อิสราเอลยกระดับการโจมตีทางอากาศถล่มกรุงเตหะรานของอิหร่าน และกรุงเบรุตของเลบานอน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น
- สงครามที่ขยายวงกว้างส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 50%
- ความขัดแย้งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 2,000 ราย โดยในเลบานอนมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,000 ราย และมีผู้พลัดถิ่นกว่า 1 ล้านคน
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า วันนี้ (21 มีนาคม 2569) กองทัพอิสราเอลยกระดับการโจมตีทางอากาศเข้าใส่กรุงเตหะรานและกรุงเบรุตอย่างหนักเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เตรียมส่งกำลังนาวิกโยธินเพิ่มเติมอีกนับพันนายเข้าสู่ภูมิภาค
ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกโรงโจมตีพันธมิตรนาโต้ว่ามีความขี้ขลาดจากการลังเลที่จะสนับสนุนปฏิบัติการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีรายงานผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 2,000 ราย
กองทัพอิสราเอล ระบุว่า ที่ผ่านมาได้โจมตีเป้าหมายกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเขตชานเมืองทางใต้ของกรุงเบรุต หลังจากมีการออกคำเตือนให้อพยพประชาชนใน 7 ย่านชุมชน ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจากการขยายตัวของสงคราม หลังจากฮิซบอลเลาะห์เปิดฉากยิงใส่พื้นทีอิสราเอลเพื่อสนับสนุนอิหร่านตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วกว่า 1,000 ราย และประชาชนอีกกว่า 1 ล้านคนต้องกลายเป็นคนพลัดถิ่น
ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญในอิหร่านและประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับตกเป็นเป้าโจมตี ส่งผลให้ ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 50% นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น สร้างความสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจโลก
ล่าสุดสายการบิน United Airlines (UAL) ประกาศปรับลดเที่ยวบินลง 5% ในไตรมาสที่ 2 และ 3 เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะราคาน้ำมันที่จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
สำหรับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก ถูกปิดตายจากการสู้รบ
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวตำหนิกลุ่มพันธมิตรว่า "ขี้ขลาด" ที่ไม่ยอมช่วยเปิดเส้นทาง แม้พันธมิตรบางส่วนจะสัญญาว่าจะสนับสนุน "ความพยายามที่เหมาะสม" แต่เยอรมนีและฝรั่งเศสยืนกรานว่าการสู้รบต้องยุติลงก่อน
นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟริดริช เมอร์ซ มีกำหนดการหารือกับทรัมป์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกันมีรายงานว่าอิหร่านอาจยอมให้เรือที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นผ่านช่องแคบได้ เนื่องจากญี่ปุ่นพึ่งพาน้ำมันผ่านเส้นทางนี้สูงถึง 90%
ขณะเดียวกันทำเนียบขาวประกาศเตรียมยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรเป็นเวลา 30 วัน เพื่ออนุญาตให้มีการขายน้ำมันดิบของอิหร่านจำนวน 140 ล้านบาร์เรลที่ติดค้างอยู่บนเรือบรรทุกน้ำมันเนื่องจากสงคราม ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่เคยทำกับน้ำมันรัสเซียก่อนหน้านี้
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า มีการส่งนาวิกโยธิน 2,500 นาย พร้อมเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก USS Boxer และเรือรบคุ้มกันเข้าสู่ภูมิภาค แม้จะยังไม่มีการระบุบทบาทที่ชัดเจน
อย่างไรก็ดีผลสำรวจจาก Reuters/Ipsos ชี้ว่าชาวอเมริกันเกือบ 2 ใน 3 เชื่อว่าทรัมป์จะสั่งการให้มีการทำสงครามภาคพื้นดินขนาดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้สนับสนุนแนวทางนี้เพียง 7% เท่านั้น
ด้านผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน โมจตาบา คาเมเนอี ได้ส่งข้อความแสดงการต่อต้านอย่างรุนแรง โดยระบุว่าชาวอิหร่านได้รวมใจเป็นหนึ่งและตอบโต้ศัตรูอย่างหนักหน่วง แม้จะยังไม่มีการปรากฏตัวต่อสาธารณะนับตั้งแต่สูญเสียบิดา (อาญาโตลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี) ในวันแรกของสงครามก็ตาม
ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สหรัฐฯ ใกล้บรรลุเป้าหมายในการทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านและสกัดกั้นการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และอาจเริ่มลดระดับปฏิบัติการทางทหารลงในอนาคต
ที่มา สำนักข่าวรอยเตอร์ https://www.reuters.com/world/middle-east/israel-attacks-tehran-beirut-us-sends-marines-middle-east-2026-03-21/





