thansettakij
thansettakij
บีโอไอ ขีดเส้น 1 ปี รื้อกฎหมายแปลงสภาพที่ดินสาธารณสมบัติ รับลงทุน

บีโอไอ ขีดเส้น 1 ปี รื้อกฎหมายแปลงสภาพที่ดินสาธารณสมบัติ รับลงทุน

20 มี.ค. 69 | 08:35 น.
อัปเดตล่าสุด :20 มี.ค. 69 | 08:37 น.

บอร์ดบีโอไอ ดัน Thailand FastPass เร่งรัดการลงทุนจริง แก้ปัญหาอุปสรรคไฟฟ้า พลังงานสะอาด พื้นที่รองรับอุตสาหกรรม ขีดเส้น 1 ปี รื้อกฎหมายแปลงสภาพที่ดินสาธารณสมบัติ พร้อมอนุมัติลงทุน 2 โครงการ กว่า 7 พันล้านบาท

KEY

POINTS

  • บอร์ดบีโอไอมีมติเสนอให้คณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วนพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินสาธารณสมบัติให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี
  • การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปลดล็อกอุปสรรคและอำนวยความสะดวกด้านการจัดหาพื้นที่สำหรับการลงทุนให้แก่นักลงทุน
  • มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินเพื่อการลงทุน ควบคู่ไปกับการเร่งรัดการขออนุญาตเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมสำหรับโครงการที่ดำเนินการอยู่

20 มีนาคม 2569 นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเป็นประธาน ได้ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนการลงทุน โดยเฉพาะการเร่งรัดการลงทุนผ่านระบบ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ ได้แก่ ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด และการจัดหาพื้นที่ลงทุน 

ทั้งนี้ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าของมาตรการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นระบบเร่งรัดการอนุมัติ/อนุญาตเพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดการลงทุนสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยโครงการที่ได้รับคัดเลือกให้รับบัตร Thailand FastPass ในเฟสแรก 16 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 1.7 แสนล้านบาท ทั้งหมดได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว

ปัจจุบันมี 7 โครงการได้มายื่นขอออกบัตรส่งเสริมเรียบร้อยแล้ว และมี 4 โครงการที่ได้รับใบอนุญาตหรือการอนุมัติจากหน่วยงานพันธมิตรแล้ว ในส่วนที่เหลือบีโอไอกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด 

สำหรับความคืบหน้าของการติดตามโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติช่วงปี 2566-2568 จำนวน 78 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มี 35 โครงการ มูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท สามารถเริ่มลงทุนได้แล้ว และมี 30 โครงการ มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท มีแผนเริ่มลงทุนชัดเจนในปี 2569-2570 

ขณะที่อีก 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ยังมีประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ทั้งเรื่องไฟฟ้า ที่ดิน และใบอนุญาตต่าง ๆ โดยคาดว่าหากแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ จะทำให้เกิดการลงทุนจริงของโครงการในกลุ่มนี้อีกประมาณ 3.5 แสนล้านบาทภายในปี 2570  

อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางและมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการลงทุน 2 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาด และการจัดหาพื้นที่สำหรับการลงทุน ดังนี้

ด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาด

บอร์ดบีโอไอเห็นความจำเป็นในการเร่งเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และโครงการ Data Center ซึ่งปัจจุบันมี Data Center ได้รับการส่งเสริมแล้ว 55 โครงการ มีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 4.5 กิกะวัตต์ และจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป 

ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) บูรณาการความร่วมมือกับบีโอไอ การไฟฟ้าต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าให้สามารถรองรับการลงทุนได้อย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของความมั่นคง ความเพียงพอของไฟฟ้า พื้นที่ และการเข้าถึงพลังงานสะอาด 

ทั้งนี้ บอร์ดบีโอไอยังกำหนดให้โครงการ Data Center ต้องได้รับหนังสือยืนยันการจ่ายไฟจาก กกพ. ก่อนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนสามารถดำเนินการต่อไปได้ 

ด้านการจัดหาพื้นที่สำหรับการลงทุน

บอร์ดบีโอไอรับทราบความคืบหน้าการแก้ปัญหาที่ดินเพื่อการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาได้เร่งดำเนินการใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 

1. การทบทวนผังเมืองเพื่อเพิ่มพื้นที่อุตสาหกรรมในอนาคต 

2. การจัดทำแนวทางปฏิบัติการขุดและถมดิน เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมพื้นที่ได้เร็วขึ้น โดยปัจจุบัน กนอ. จัดทำร่างแนวทางแล้วเสร็จและคาดว่าจะออกประกาศในเดือนเมษายน 2569 

3. การเร่งรัดการขอเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินสาธารณสมบัติในนิคมอุตสาหกรรม โดยมีการเร่งรัด 25 โครงการที่อยู่ระหว่างขออนุญาต และกำหนด 4 โครงการเป้าหมายสำคัญเพื่อผลักดันให้ใช้พื้นที่ได้เร็วขึ้น 

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้เสนอคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน พิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินสาธารณสมบัติให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้บีโอไอติดตามความคืบหน้าในการลงทุนจริงของโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมเป็นรายไตรมาส เพื่อประเมินสถานะการดำเนินงานของแต่ละโครงการอย่างใกล้ชิด และสามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคได้อย่างทันท่วงทีในทุกขั้นตอนของการลงทุน เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงได้เร็วยิ่งขึ้น 

รวมถึงผ่อนผันหลักเกณฑ์สัดส่วนการจ้างงานบุคลากรไทยสำหรับโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เครื่องจักรที่มีความแม่นยำสูง โดยกำหนดเงื่อนไขการฝึกอบรมบุคลากรไทยเพื่อทดแทนตำแหน่งงานที่ได้รับการผ่อนผันภายในระยะเวลา 3 ปี

อนุมัติ 2 โครงการ กว่า 7 พันล้านบาท

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติโครงการกิจการขนส่งทางอากาศ 2 โครงการ ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มูลค่าลงทุนรวม 7,143 ล้านบาท ในการเช่าเครื่องบินใหม่ จำนวน 8 ลำ เพื่อให้บริการขนส่งทางอากาศสำหรับเส้นทางระหว่างประเทศ

นายนฤตม์ กล่าวว่า บีโอไอให้ความสำคัญกับการเร่งรัดให้โครงการที่ได้รับอนุมัติสามารถลงทุนจริงได้โดยเร็ว ควบคู่กับการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติ/อนุญาตแก่นักลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass 

รวมทั้งเร่งแก้ไขอุปสรรคสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้าและพลังงานสะอาด และการจัดหาพื้นที่สำหรับการลงทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานลงทุนที่พร้อมรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อการแข่งขันในเวทีโลก