
‘BOI’ ดึงทุนฮ่องกงตั้งฐานในไทย ชู LTR Visa – Thailand Privilege ดูดนักธุรกิจระดับโลก
‘BOI’ เดินหน้าดึงทุนฮ่องกงตั้งฐานในไทย ชู LTR Visa – Thailand Privilege ดูดนักธุรกิจระดับโลก ปักหมุดไทยบนแผนที่ธุรกิจโลก
KEY
POINTS
- บีโอไอ (BOI) เดินทางไปโรดโชว์ที่ฮ่องกง เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA) ให้ใช้ไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจและการลงทุน
- ชูนโยบายวีซ่าพำนักระยะยาว (LTR Visa) และสิทธิประโยชน์จากไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดนักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรทักษะสูง
- มุ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่ รวมถึงกิจการบริการมูลค่าสูง
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการชวนนักลงทุนจากเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า (Greater Bay Area: GBA) ให้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจและการลงทุนในภูมิภาค
โดยผ่านการโรดโชว์ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง รวมถึงจัดสัมมนา Thailand: Investment Gateway and Global Talent Hub เพื่อนำเสนอศักยภาพและโอกาสการลงทุนของประเทศไทย รวมทั้งการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า ทั้งวีซ่าระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง (Long-Term Resident Visa: LTR) และไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากพื้นที่ GBA ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 170 คน
ทั้งนี้ ได้นำเสนอความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน มาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทย รวมถึงโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะกิจการบริการมูลค่าสูง เช่น สำนักงานภูมิภาค บริการด้านโลจิสติกส์ การค้าระหว่างประเทศ และบริการสนับสนุนการค้าและการลงทุน ตลอดจนอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น กลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ แบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน
ซึ่งเป็นสาขาที่นักลงทุนจากฮ่องกงและ Greater Bay Area มีศักยภาพสูง พร้อมเชิญชวนให้เข้ามาสร้างการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น
บีโอไอยังได้ใช้โอกาสนี้ในการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทักษะสูง (Talent) และนักธุรกิจฮ่องกงและ เขต Greater Bay Area ให้พิจารณาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและการอยู่อาศัยในระยะยาว โดยได้นำเสนอสิทธิประโยชน์ของวีซ่าระยะยาวสำหรับผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และผู้บริหารระดับสูงภายใต้
มาตรการ Long-Term Resident (LTR) Visa รวมถึงได้ผนึกกำลังกับบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด โดยนายมนาเทศ อันนวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ ได้ร่วมนำเสนอสิทธิประโยชน์ของ Thailand Privilege Card ซึ่งมุ่งเป้าอำนวยความสะดวกกลุ่มนักธุรกิจและผู้มีรายได้สูงที่ต้องการพำนักในประเทศไทยด้วย
นอกจากนี้ ยังได้พบกับผู้ประกอบการชั้นนำในห่วงโซ่อุตสาหกรรม EV และแบตเตอรี่หลายราย เพื่อหารือแผนขยายการลงทุนและต่อยอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทย เช่น บริษัท Tinci Materials Technology ผู้ผลิตสารนำไฟฟ้า (Electrolyte) สำหรับแบตเตอรี่ลิเทียมรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสำคัญสำหรับ EV และระบบกักเก็บพลังงาน บริษัท A123 Systems ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแบบครบวงจร ซึ่งผลิตป้อนให้กับค่ายรถยนต์ชั้นนำหลายราย ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย และบริษัท Sinexcel ผู้พัฒนาเทคโนโลยี Power Electronics และโซลูชันการจัดการพลังงานสำหรับระบบชาร์จ EV และระบบกักเก็บพลังงาน
ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางธุรกิจ การเงิน และการระดมทุนระหว่างประเทศอันดับต้น ๆ ของโลก และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนและบริษัทข้ามชาติที่ใช้ฮ่องกงเป็นฐานในการบริหารธุรกิจและขยายการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย
ขณะเดียวกันฮ่องกงยังเป็นประตูสำคัญสู่เขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า (Greater Bay Area) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการผลิตที่สำคัญของโลก และเป็นฐานของบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชั้นนำของจีนจำนวนมาก ขณะนี้นักลงทุนในเขต Greater Bay Area มีความสนใจขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน
“ในช่วงที่เกิดภาวะสงครามและเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์นักลงทุนจำนวนมากกำลังมองหาฐานธุรกิจใหม่ที่มีเสถียรภาพ มีความพร้อมและมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว บีโอไอจึงใช้โอกาสนี้บุกมาที่ฮ่องกง หนึ่งในศูนย์กลางธุรกิจและการเงินที่สำคัญของโลก เพื่อเข้ามาสื่อสารศักยภาพของประเทศไทยกับนักลงทุนชั้นนำของฮ่องกงและเขต Greater Bay Area เพื่อดึงดูดทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะสูง ให้เข้ามาช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และการยกระดับห่วงโซ่อุปทานของไทย”
ฮ่องกงเป็นหนึ่งในแหล่งการลงทุนสำคัญของประเทศไทย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2564–2568) นักลงทุนจากฮ่องกงได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 658 โครงการ มูลค่ากว่า 4.01 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2568 มีมูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมสูงถึงกว่า 2.45 แสนล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 ของ FDI ทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์โลหะและวัสดุ
นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอทิศทางและโอกาสการลงทุนในระบบนิเวศอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานของไทย พร้อมชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดของไทย ซี่งจะเป็นฐานให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ที่เป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ EV และระบบการผลิตพลังงานสะอาด โดยได้นำเสนอโอกาสการลงทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตเซลล์แบตเตอรี่ โมดูล และแบตเตอรี่แพ็ก ไปจนถึงการผลิตวัสดุและชิ้นส่วนสำคัญ เช่น Cathode, Anode, Electrolyte และ Separator ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีมูลค่าและเทคโนโลยีสูงที่สุดของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่
นายเบอร์นาร์ด ชาน (Mr. Bernard Chan) ประธาน Hong Kong – Thailand Business Council กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งลงทุนที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะด้านต้นทุนการทำธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ มีความเป็นกลาง สามารถรองรับการลงทุนและร่วมมือได้กับทุกชาติ
อีกทั้งมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง สำหรับผู้บริหารจาก Hong Kong Trade Development Council (HKTDC) กล่าวสนับสนุนโอกาสการลงทุนในประเทศไทย โดยระบุว่าความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้นักลงทุนมองหาฐานการลงทุนที่มั่นคงในระยะยาว
และจากผลสำรวจล่าสุดพบว่า 73% ของบริษัทจากฮ่องกงมีแผนเร่งขยายการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยให้ความสนใจประเทศไทยเป็นลำดับ 2 รองจากสิงคโปร์ สะท้อนโอกาสความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างประเทศไทยและฮ่องกงที่จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต











