thansettakij
thansettakij
บุหรี่เถื่อนทะลักไทยพุ่ง 25% ของตลาด สูญภาษีปีละเกือบ 3 หมื่นล้าน

บุหรี่เถื่อนทะลักไทยพุ่ง 25% ของตลาด สูญภาษีปีละเกือบ 3 หมื่นล้าน

16 มี.ค. 2569 | 06:33 น.
อัปเดตล่าสุด :16 มี.ค. 2569 | 06:33 น.

จับตาสถานการณ์บุหรี่เถื่อนทะลักไทยพุ่ง 25% ของตลาด สูญภาษีปีละเกือบ 3 หมื่นล้านบาท แนะเร่งปิดช่องโหว่ห่วงโซ่อุปทาน

KEY

POINTS

  • ปัญหาบุหรี่เถื่อนในไทยขยายตัวรุนแรง โดยมีสัดส่วนการบริโภคสูงถึงประมาณ 25% ของตลาดทั้งหมด
  • การทะลักของบุหรี่ผิดกฎหมายส่งผลให้ภาครัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเป็นมูลค่ามหาศาลเกือบ 30,000 ล้านบาทต่อปี
  • เครือข่ายลักลอบนำเข้ามักเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้รัฐบาลต้องยกระดับการปราบปรามอย่างจริงจัง

รายงานเชิงนโยบายของ EU-ASEAN Business Council หัวข้อ ขับเคลื่อนการดำเนินการของอาเซียนเพื่อต่อต้านการค้าผิดกฎหมาย : แผนยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับ PED สำหรับการเป็นประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ในปี 2026 ระบุว่า ปัญหาการค้าผิดกฎหมาย (Illicit Trade) กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีการเชื่อมโยงด้านการค้าและโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 

แม้การเปิดเสรีทางการค้าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เปิดช่องให้เครือข่ายการลักลอบนำเข้าสินค้าและการค้าผิดกฎหมายขยายตัวตามไปด้วย

การค้าผิดกฎหมายจึงถือเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจของอาเซียน ที่อาจกระทบต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของภูมิภาค ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และธรรมาภิบาลของประเทศในภูมิภาค ซึ่งนอกจากสินค้าอุปโภคบริโภค ยา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สินค้าเกษตร น้ำมันแล้ว

อีกหนึ่งสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการค้าผิดกฎหมายมากที่สุดคือบุหรี่ ซึ่งกำลังกลายเป็นตลาดผิดกฎหมายที่เติบโตเร็วในหลายประเทศของอาเซียน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับสูง

ในรายงานของ EU-ASEAN Business Council จึงแนะแนวทางแก้ปัญหาว่าต้องมีการยกระดับมาตรการเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงการปราบปรามเท่านั้น แต่ต้องพัฒนากลไกเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป ซึ่งแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาการค้าผิดกฎหมายในอาเซียนที่ได้มีการนำเสนอ ได้แก่

• เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ภาครัฐและภาคธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับการค้าผิดกฏหมาย โดยเน้นที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองระหว่างหน่วยงาน และพัฒนาตัวชี้วัดความเสี่ยงร่วมกัน

การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน เช่น ระบบติดตามสินค้าแบบดิจิทัล (Digital Traceability) การเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ ASEAN Single Window หรือการใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงในการตรวจสอบสินค้า

ประเทศสมาชิกควรพัฒนากรอบกฎหมายและการกำกับดูแลให้สอดคล้องกันมากขึ้น เช่น การกำหนดระบบใบอนุญาตสำหรับผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และผู้จัดจำหน่าย การจัดทำฐานข้อมูลผู้ประกอบการที่ถูกต้องตามกฎหมาย การกำหนดให้สินค้าต้องระบุตลาดปลายทางอย่างชัดเจน และการเพิ่มบทลงโทษต่อการค้าผิดกฎหมายขนาดใหญ่

หนึ่งในตัวอย่างของเรื่องนี้คือฟิลิปปินส์กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ส่งออกต้องมีเครื่องหมายภาษีและข้อกำกับตามกฎหมายของประเทศปลายทาง ตามกฎหมาย Republic Act No. 10643 โดยบรรจุภัณฑ์ต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดปลายทางก่อนการส่งออก ซึ่งมาตรการนี้ช่วยลดความเสี่ยงของการเปลี่ยนเส้นทางสินค้าและการรั่วไหลเข้าสู่ตลาดอื่น รวมถึงช่วยป้องกันการค้าผิดกฎหมายและเพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์การค้าผิดกฎหมายก็สอดคล้องกับแนวโน้มในหลายประเทศของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเรื่องของบุหรี่เถื่อนที่ไทยกำลังเผชิญกับการขยายตัวของตลาดบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างรวดเร็ว กระทบรายได้ภาษีรัฐ การแข่งขันทางธุรกิจ เสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศและความปลอดภัยของผู้บริโภค 

ข้อมูลการศึกษาล่าสุดของอุตสาหกรรมระบุว่า บุหรี่เถื่อนคิดเป็นประมาณ 25% ของการบริโภคบุหรี่ทั้งหมดในประเทศ ส่งผลให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ภาษีสูงถึง เกือบ 30,000 ล้านบาทต่อปี

การเพิ่มขึ้นของบุหรี่ผิดกฎหมายส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากบุหรี่เถื่อนมักมีราคาถูกกว่าสินค้าที่เสียภาษีอย่างถูกต้องอย่างมาก ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาด นอกจากนี้ เครือข่ายการค้าบุหรี่เถื่อนจำนวนมากยังมีความเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลหรือองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย การสำแดงข้อมูลเท็จ หรือการลักลอบขนส่งผ่านประเทศที่สาม ก่อนกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ

การปราบปรามบุหรี่เถื่อนจึงกลายเป็นวาระสำคัญของภาครัฐ เห็นได้จากการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ไปแถลงข่าวปฏิบัติการสิงห์ตะปบเหยื่อที่ทลายเครือข่ายบุหรี่เถื่อนรายใหญ่ในภาคใต้ สามารถยึดของกลางได้กว่า 20 ล้านมวน และมีมูลค่าค่าปรับรวมกว่า 1,000 ล้านบาทด้วยตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของปัญหาและความพยายามของหน่วยงานรัฐในการกวาดล้างเครือข่ายลักลอบนำเข้า

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการปราบปรามจะช่วยสกัดกั้นการกระจายสินค้าผิดกฎหมายในระยะสั้น แต่แนวทางแก้ไขในระยะยาวจำเป็นต้องมุ่งไปที่ การตัดวงจรห่วงโซ่อุปทานของบุหรี่เถื่อนทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการนำเข้า การขนส่ง การกระจายสินค้า รวมถึงการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการศุลกากรเพื่อปิดช่องโหว่การลักลอบนำเข้าสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งในและต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น