thansettakij
thansettakij
อินโดรามาฯ ฟื้นแรง EBITDA ไตรมาสแรกพุ่ง 89% รับวัฏจักรเคมีภัณฑ์ขาขึ้น

อินโดรามาฯ ฟื้นแรง EBITDA ไตรมาสแรกพุ่ง 89% รับวัฏจักรเคมีภัณฑ์ขาขึ้น

21 พ.ค. 69 | 09:21 น.
อัปเดตล่าสุด :21 พ.ค. 69 | 09:21 น.

อินโดรามา เวนเจอร์ส โชว์สัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในไตรมาส 1/2569 หลัง EBITDA พุ่ง 89% จากไตรมาสก่อน รับแรงหนุนกลยุทธ์ IVL 2.0 การฟื้นตัวของตลาดเคมีภัณฑ์โลก และธุรกิจ PET ที่กลับมาแข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้าลดหนี้-เร่งสร้างการเติบโตระยะยาว

KEY

POINTS

  • อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ฟื้นตัวแข็งแกร่ง โดยมี EBITDA เพิ่มขึ้น 89% จากไตรมาสก่อนหน้า แตะระดับ 8.0 พันล้านบาท
  • การเติบโตได้รับแรงหนุนจากการเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น และอัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้น
  • กลุ่มธุรกิจ Combined PET (CPET) มีผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุด โดยมี EBITDA เติบโตถึง 134% เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ

บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ฟื้นตัวแข็งแกร่ง สะท้อนสัญญาณผ่านพ้นจุดต่ำสุดของวัฏจักรอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ในช่วงปี 2566-2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการเดินหน้ากลยุทธ์ “IVL 2.0” และการฟื้นตัวของตลาดเคมีภัณฑ์โลก


รายได้รวม Q1 กว่า 1.09 พันล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทมีรายได้รวม 109.3 พันล้านบาท (109,300 ล้านบาท)เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ขณะที่ EBITDA ตามรายงานทางการเงินเพิ่มขึ้น 89% สู่ระดับ 8.0 พันล้านบาท จากแรงสนับสนุนของปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น อัตรากำไรที่ปรับดีขึ้น และโครงสร้างพอร์ตธุรกิจที่เอื้อต่อการทำกำไร แม้ยังได้รับผลกระทบบางส่วนจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

ขณะเดียวกัน บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้ 8.8 พันล้านบาท โดยมี EBITDA Conversion Rate อยู่ที่ 109% และยังบริหารเงินทุนหมุนเวียนเชิงรุก ลดเงินทุนหมุนเวียนลงได้ 3.2 พันล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Net Debt-to-Equity Ratio) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.73 เท่า จาก 1.83 เท่าในไตรมาสก่อน

นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส กล่าวว่า ไตรมาส 1/2569 ถือเป็น จุดเปลี่ยนสำคัญ ของบริษัท โดยการฟื้นตัวครั้งนี้มาจากทั้งปัจจัยภายนอกที่ดีขึ้น และการดำเนินกลยุทธ์ภายใต้ IVL 2.0 ผ่านแนวทาง “Radical Clarity” และการดำเนินงานอย่างมีวินัย

อาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส

 

“บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงขาขึ้นของวัฏจักรอุตสาหกรรมด้วยสถานะที่แข็งแกร่งกว่าเดิม และคาดว่าผลประกอบการจะทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง พร้อมเร่งลดภาระหนี้สู่เป้าหมาย Net Debt/EBITDA ที่ระดับ 3 เท่า รวมถึงเดินหน้าสู่เป้าหมายระยะยาวในปี 2571” นายอาลก กล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจ พบว่า กลุ่ม Combined PET (CPET) เป็นธุรกิจที่โดดเด่นที่สุดในไตรมาสนี้ โดย EBITDA เพิ่มขึ้น 134% จากไตรมาสก่อนหน้า แตะ 5.5 พันล้านบาท จากการกลับมาดำเนินการผลิตในระดับปกติหลังปิดซ่อมบำรุง การฟื้นตัวของส่วนต่างราคาในอุตสาหกรรม และความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการบูรณาการธุรกิจ shale-to-PET ในทวีปอเมริกา

ด้าน Indovida หรือ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยมี EBITDA อยู่ที่ 743 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการฟื้นตัวของตลาดสำคัญในหลายภูมิภาค พร้อมมองว่าการควบรวมกิจการที่เสนอร่วมกับ EPL Limited จะช่วยเสริมเครือข่ายธุรกิจบรรจุภัณฑ์เพื่อการเติบโตระยะยาว

ส่วน Indovinya หรือธุรกิจสารลดแรงตึงผิว มี EBITDA อยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท ลดลง 7% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากแรงกดดันของตลาดในอเมริกาใต้ และผลกระทบจากสภาพอากาศหนาวจัดในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าธุรกิจยังมีแนวโน้มฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง จากปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ช่วยลดแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำจากเอเชีย

ขณะที่ธุรกิจ Fibers มี EBITDA เพิ่มขึ้น 70% จากไตรมาสก่อนหน้า สู่ระดับ 879 ล้านบาท สะท้อนการบริหารการผลิตอย่างมีวินัย โดยเน้นการรักษาสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ รวมถึงให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดและการบริหารสินค้าคงคลัง ท่ามกลางตลาดยานยนต์และไลฟ์สไตล์ที่ยังชะลอตัว

 

ประเมินอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง

สำหรับทิศทางธุรกิจในระยะต่อไป บริษัทประเมินว่าอุตสาหกรรมเริ่มเข้าสู่การฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง จากการชะลอตัวของกำลังการผลิต PET ใหม่ และการปรับสมดุลของห่วงโซ่มูลค่าเอทิลีน ประกอบกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ภาวะอุปทานในตลาดมีความสมดุลมากขึ้น

ทั้งนี้ อินโดรามา เวนเจอร์ส ระบุว่า จุดแข็งสำคัญของบริษัทมาจาก “ปราการการแข่งขัน” 4 ด้าน ได้แก่ โมเดลธุรกิจแบบ local-for-local การบูรณาการ shale-to-PET การกระจายตลาดปลายทาง และวินัยด้าน Sales & Operations Execution (S&OE) ที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสดและรองรับต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น

ฝ่ายบริหารคาดว่า โมเมนตัมเชิงบวกจะต่อเนื่องเข้าสู่ไตรมาส 2/2569 จากปัจจัยสนับสนุนด้านราคา การใช้กำลังการผลิตของสินทรัพย์ที่มีความได้เปรียบเพิ่มขึ้น และอัตรากำไรที่ขยายตัว ซึ่งจะช่วยผลักดันการเติบโตของผลประกอบการ และเร่งความคืบหน้าสู่เป้าหมายเชิงกลยุทธ์และการเงินระยะยาวของบริษัทต่อไป