thansettakij
thansettakij
‘ธนิต’ เตือนรับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่รอบ 40 ปี ราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์

‘ธนิต’ เตือนรับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่รอบ 40 ปี ราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์

09 มี.ค. 2569 | 07:31 น.
อัปเดตล่าสุด :09 มี.ค. 2569 | 09:39 น.

‘ธนิต โสรัตน์’ เตือนตั้งรับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่รอบ 40 ปี หลังราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ออกมาตรการกรณีฉุกเฉินที่คาดไม่ถึงสูงสุด (Worst Case Scenario) ซึ่งจะตามมากับวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ

KEY

POINTS

  • วิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปี มีสาเหตุจากสงครามอ่าวเปอร์เซียที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ซัพพลายน้ำมันจากตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าหลักของไทยหายไปกว่าครึ่ง
  • ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบซึ่งไทยใช้อ้างอิงพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าในประเทศ
  • กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาดีเซลสูงถึงลิตรละ 11.73 บาท ทำให้ต้องใช้เงินพยุงราคาวันละเกือบ 1 พันล้านบาท
  • มีการเตือนว่าปัญหาหลักคือการขาดแคลนพลังงาน (Short Off Supply) ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อรับมือ

9 มีนาคม 2569 นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความเศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่สุดในรอบ 4 ทศวรรษ ราคาน้ำมันตลาดดูไบทะลุ 100 เหรียญสหรัฐ กองทุนน้ำมันอุดหนุนดีเซลลิตรละ 11.73 บาท มีเนื้อหาว่า 

ท่ามกลางความตึงเครียดสงครามอ่าวเปอร์เซีย เข้าสู่วัน 14 ความขัดแย้งทวีความรุนแรงและมีแนวโน้มยืดเยื้อ อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซเส้นทางลำเลียงน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียกระทบโรงกลั่นน้ำมันและแก๊สหลายแห่งในตะวันออกกลางได้รับความเสียหายจากการถูกถล่มจากโดรน 

ประเทศที่เป็นซัพพลายใหญ่ต่างลดกำลังการผลิตจนถึงหยุดการผลิต เช่น คูเวต บาร์เรน ยูเออี โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบียและกาตาร์ปิดโรงกลั่นน้ำมันดิบใหญ่สุดและโรงผลิตก๊าซธรรมชาติใหญ่สุดของโลก ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งผ่านท่อแก๊สไปยังท่าเรือ “ยานบู” ในทะเลแดงแต่ปริมาณไม่มากส่งผลให้ซัพพลายพลังงานหายไป

ประเทศไทยพึ่งพาแหล่งน้ำมันจากตะวันออกกลางซึ่งอยู่ในอ่าวเปอร์เซียคิดเป็นสัดส่วน 53 – 57% การที่แหล่งพลังงานหายไปมากกว่าครึ่งกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งภาคการผลิต เกษตรกรรม ประมง โดยเฉพาะโลจิสติกส์-ขนส่ง ตลอดจนแก๊ส LPG และไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือน

ผลที่ตามมาคือสินค้าอุปโภคและบริโภคและเงินเฟ้อจะสูง หากส่งครามอ่าวเปอร์เซีย ยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือนจะทำให้เกิดวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่สุดของประเทศ ก่อนหน้านั้นเคยเกิดในปี พ.ศ. 2516/2517 ซึ่งเป็นสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มประเทศอาหรับมีการลดกำลังการผลิตและระงับการส่งออก ทำให้น้ำมันขาดแคลนราคาสูงขึ้น 4 เท่า ส่งผลให้เงินเฟ้อจาก 6.9% พุ่งไปถึง 15.5% และปีต่อมา 24.3% 

วิกฤตพลังงานอีกครั้งในปีพ.ศ. 2565 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูง 100 – 140 USD/บาร์เรล ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 130,000 ล้านบาท จากภาระอุดหนุนดีเซลกว่า 422 ล้านบาท/วัน และรัฐสูญเสียรายได้ภาษีสรรพสามิตกว่า 178,100 ล้านบาทจากการลดภาษี

สถานะราคาน้ำมันตลาดโลก วันที่ 9 มีนาคม 2569 (เวลา 10.30 น.) ราคาน้ำมันตลาดนิวยอร์ก (WTI) ซึ่งเป็นตลาดสำคัญกำหนดราคาน้ำมันโลกจากราคาก่อนสงคราม 65.47 USD/บาร์เรล (1 Barrel = 158.98 ลิตร) ราคาล่าสุด 115.49 USD/บาร์เรล ราคาเพิ่มขึ้น 50.22 USD/บาร์เรล คิดเป็น 76.4%

ราคาน้ำมันตลาดดูไบ (Dubai Crude) เป็นตลาดน้ำมันดิบที่ผลิตและจำหน่ายในตะวันออกกลางซึ่งไทยนำเข้าเป็นหลักและใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาที่ซื้อขายในตลาดจร (Sport Market) ราคาก่อนสงครามอ่าวเปอร์เซียอยู่ที่ 68.23 USD/บาร์เรล ล่าสุดอยู่ที่ 100 USD เพิ่มขึ้น 31.77 USD/บาร์เรล คิดเป็น 41.56% (ช่วงเขียนบทความตลาดดูไบยังไม่เปิด)

สถานะราคาน้ำมันในประเทศ วันที่ 9 มีนาคม 2569 (เวลา 10.30 น.) ราคาน้ำมันขายปลีกเบนซินแก๊สโซฮอล์ 95 E20 ราคาหน้าโรงกลั่นช่วงก่อนสงคราม 16.8762 บาทต่อลิตร ล่าสุดปรับขึ้นไปอยู่ที่ 22.9928 บาทต่อลิตร สูงขึ้นลิตรละ 6.116 บาท คิดเป็น 36.24% ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนลิตรละ 4.030 บาท ทำให้ราคาขายปลีกปัจจุบันตรึงอยู่ที่ลิตร 28.34 บาท

ราคาน้ำมันดีเซล B7 ราคาหน้าโรงกลั่นก่อนสงครามอ่าวเปอร์เซียลิตรละ 18.9329 บาท ล่าสุดอยู่ที่ราคา 31.0537 บาทเพิ่มขึ้นลิตรละ 12.120 บาท คิดเป็น 64.02% เปียบเทียบราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นประเทศสิงคโปร์ (SIMEX) อยู่ที่ 144.5 USD/บาร์เรล คิดเป็นเงินไทยประมาณลิตรละ 29.0 บาท กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนลิตรละ 11.730 บาททำให้ราคาขายปลีกปัจจุบันตรึงอยู่ที่ลิตรละ 29.94 บาท 

ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นก่อนที่จำหน่ายในประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต น้ำมันเบนซินลิตรละ 6 บาทและดีเซลลิตรละ 6.920 บาท, ค่าภาษี VAT และภาษีเทศบาลเบนซินลิตรละประมาณ 2.454 บาทและดีเซลลิตรละ 2.6507 บาท, ค่าการตลาดน้ำมันเบนซินลิตรละประมาณ 1.2913 บาทและดีเซลลิตรประมาณ 0.9956 บาท 

ประเทศไทยใช้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยวันละ 65 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนวันละ 803.5 ล้านบาทและน้ำมันเบนซินประมาณวันละ 32.01 ล้านลิตร ใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุน 129.0 ล้านบาท รวมกันใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณวันละ 932 ล้านบาท หรือเดือนละประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท 

ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่า LPG ที่กองทุนน้ำมันอุดหนุน 1.1753 บาทต่อกิโลกรัม ราคาน้ำมันโลกขยับสูงอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมายและสงครามอ่าวเปอร์เซียยังไม่มีท่าว่าจะยุติในเร็ววัน ประเด็นที่ตามมาคือเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้น 3 – 3.5 เท่า 

หากจะอุดหนุนราคาน้ำมันและ LPG คงต้องเตรียมเงินให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเคยมีประสบการณ์สงครามรัสเซียยูเครนปีพ.ศ. 2565 ติดลบสูงถึง 132,671 ล้านบาท ส่วนมาตรการต่างๆ เช่นน้ำมันดีเซลจะตรึงราคาปัจจุบันไว้จนถึงวันที่ 17 มีนาคม 2569 หลังจากนั้นจะทยอยปรับจนถึง 33 – 35 บาท สำหรับ LPG จะตรึงราคาไว้ถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 

ปัญหาวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่น้ำมันแพงและเงินเฟ้อ แต่มาจาก Short Off Supply คือขาดแคลนพลังงานเป็นวิกฤตระดับโลก จำเป็นที่ต้องเตรียมมาตรการรับมือ เช่น รณรงค์การประหยัดพลังงาน ลดกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ส่งเสริมการทำงานที่บ้านและวันหยุดพิเศษทั้งภาครัฐและเอกชน 

การอุ้มราคาน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลอาจต้องให้ผู้ใช้มีส่วนร่วม มิฉะนั้นก็จะใช้กันแบบเดิม ๆ ไม่มีการประหยัด ถึงแม้ว่าจะมีสำรองน้ำมันจาก 2 เดือนไปถึง 3 เดือนแต่ราคาคงไม่นิ่งเพราะแหล่งซัพพลายตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของแหล่งพลังงานหายไปบอกว่าไม่กระทบคงเป็นไปไม่ได้ 

ทุกภาคส่วนทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนคงต้องเตรียมรับมือ โดยเฉพาะมาตรการกรณีฉุกเฉินที่คาดไม่ถึงสูงสุด (Worst Case Scenario) เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานซึ่งจะตามมากับวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ