
นักวิชาการ ชำแหละสหรัฐอเมริกาอาจชนะศึกแรก แต่จะแพ้สงครามในระยะยาว
นักวิชาการจุฬาฯ วิเคราะห์ ปมขัดแย้งสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ชี้ความเหนือกว่าเป็นเพียงชัยชนะชั่วคราว หวั่นระยะยาว ส่อบีบให้โลกมุสลิมรวมตัวครั้งใหญ่ สั่นคลอนอิทธิพลวอชิงตัน ขึ้นแท่นขั้วอำนาจที่ 3 ในสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์โลก
KEY
POINTS
- นักวิชาการชี้ว่าแม้สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจเอาชนะอิหร่านได้ในศึกแรกด้วยความเหนือกว่าทางทหาร แต่ประวัติศาสตร์ชี้ว่าชัยชนะทางยุทธวิธีไม่ได้รับประกันชัยชนะในสงครามระยะยาว
- สงครามอาจขยายตัวเป็นความขัดแย้งเชิงอารยธรรม ที่หลักการทางศาสนาและ "ศัตรูร่วม" จะผลักดันให้โลกมุสลิมรวมตัวกันต่อต้านสหรัฐฯ และอิสราเอล
- สงครามที่ยืดเยื้อจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นในระบบความมั่นคงที่สหรัฐฯ สร้างไว้ในตะวันออกกลาง และสร้างแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างหนักภายในสหรัฐฯ เอง
- ผลลัพธ์ในระยะยาวอาจนำไปสู่การลดอิทธิพลของสหรัฐฯ และการก่อตัวของระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ในนาม "Pax Islamica" ซึ่งเป็นขั้วอำนาจที่สามของโลก
รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า จากสงครามอิสราเอล–สหรัฐกับอิหร่าน สู่ความเป็นไปได้ของ Pax Islamica
ทั้งนี้ในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ มหาอำนาจจำนวนมากสามารถชนะ “ศึกแรก” ได้อย่างเด็ดขาด แต่กลับพ่ายแพ้ “สงครามทั้งหมด” ในระยะยาว ตัวอย่างสำคัญคือสงครามในเวียดนาม อัฟกานิสถาน หรืออิรัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีทางทหารไม่ได้รับประกันชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์เสมอไป
ขณะที่พันธมิตรสหรัฐและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการรุกรานโจมตีอิหร่านอย่างฉับพลัน และสามารถสังหารผู้นำระดับสูงของอิหร่านหรือทำลายโครงสร้างบัญชาการทางทหารในระยะแรกได้ อาจถือเป็นชัยชนะเชิงยุทธวิธี (tactical victory) ในศึกแรกที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในมิติของสงครามระยะยาว ผลลัพธ์อาจแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้เหตุผลสำคัญอยู่ที่พลวัตทางศาสนา การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ของโลกมุสลิม ซึ่งมีศักยภาพที่จะทำให้ความขัดแย้งดังกล่าวเปลี่ยนจากสงครามระหว่างรัฐ กลายเป็นสงครามเชิงอารยธรรม (civilizational conflict) ที่ยืดเยื้อ
รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ระบุอีกว่า และในท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ระเบียบภูมิรัฐศาสตร์รูปแบบใหม่ที่เราอาจจะกำลังได้เห็นขั้วอำนาจที่ 3 ในเกมส์สามก๊กภูมิรัฐศาสตร์โลก ในนาม “Pax Islamica” ถ่วงดุลกับ Global North และ Global South
ทั้งนี้เหตุผลที่อิหร่านจะชนะสงครามและ Pax Islamica จะก่อกำเนิด
1. หลักคำสอนทางศาสนาและข้อห้ามในการสนับสนุนความอยุติธรรม
ขณะเดียวกันหนึ่งในหลักการพื้นฐานของศาสนาอิสลามคือการไม่สนับสนุนความชั่วหรือความอยุติธรรม
หลักการนี้มีรากฐานจากโองการในคัมภีร์ Qur'an โดยเฉพาะโองการ 5:2 ที่กล่าวว่า “จงร่วมมือกันในความดีและความยำเกรงพระเจ้า แต่อย่าร่วมมือกันในบาปและการรุกราน”
อย่างไรก็ดีหลักการนี้มีความหมายเชิงสังคมและการเมืองอย่างลึกซึ้ง เพราะถือว่าการช่วยเหลือผู้ที่กระทำความอยุติธรรม ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม ถือเป็นการมีส่วนร่วมในความผิดนั้นด้วย
นอกจากนี้ยังมีหลักการสำคัญอีกประการหนึ่งจากโองการ 99:7–8 ที่ระบุว่า ผู้ใดทำความชั่วแม้เพียงเล็กน้อยก็จะต้องรับผลของการกระทำนั้น
รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ระบุอีกว่า ในกรอบคิดของโลกมุสลิม หากการกระทำของรัฐใดถูกมองว่าเป็นการโจมตีผู้บริสุทธิ์ เช่น โรงเรียนสตรีที่มีเด็กผู้หญิงเสียชีวิตนับร้อยคน ทีมนักกีฬา หรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ การสนับสนุน
ทั้งนี้การกระทำดังกล่าวอาจถูกตีความว่าเป็นการร่วมมือกับความอยุติธรรม ซึ่งจะสร้างแรงกดดันทางศีลธรรมต่อรัฐบาลมุสลิมที่มีความสัมพันธ์กับสหรัฐและอิสราเอลที่ได้ลงมือกระทำการการกระทำอันเลวร้ายนี้ลงไปแล้ว
ดังนั้นความขัดแย้งทางทหารอาจค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแรงกดดันทางศาสนาและสังคม ที่บังคับให้ประเทศมุสลิมต้องกำหนดจุดยืนใหม่
2. ศัตรูร่วมที่มีพลังในการรวมโลกมุสลิม สำหรับโลกมุสลิมมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ นิกาย และผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างมาก ตั้งแต่โลกอาหรับ ตุรกี ไปจนถึงเปอร์เซีย เอเชียใต้ โลกมลายู
อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การมี “ศัตรูร่วม” สามารถสร้างการรวมตัวทางการเมืองได้อย่างทรงพลัง
ส่วนในบริบทของตะวันออกกลาง รัฐลุแก่อำนาจอย่าง Israel ที่รุกรานปาเลสไตน์ และข่มขู่โลกมุสลิม โดยหวังจะสร้างมหารัฐอิสราเอล (The Greater Israel) ถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ของหลายประเทศในภูมิภาค
แม้ว่าบางรัฐอาหรับจะถูกกดดันจนต้องยอมมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลแล้วก็ตาม เช่นเดียวกับสงครามใหญ่ระหว่างอิสราเอลกับ อิหร่าน และมีการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐ ภาพของความขัดแย้งอาจเปลี่ยนจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ มาเป็นการต่อสู้ระหว่างโลกมุสลิมกับมหาอำนาจภายนอก
รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ กล่าวต่อว่า ในกรณีเช่นนี้ แม้รัฐอาหรับจำนวนหนึ่งจะมีความระแวงต่ออิหร่าน แต่พวกเขาอาจมองว่าอิหร่านมีบทบาทเป็น “ตัวถ่วงดุล” ต่ออิสราเอลที่เป็นภัยคุกคามที่เลวร้ายที่สุดในภูมิภาค
3. การสั่นคลอนของระบบความมั่นคงที่สหรัฐสร้างขึ้นในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐได้สร้างเครือข่ายฐานทัพและพันธมิตรในตะวันออกกลาง เพื่อค้ำจุนระบบความมั่นคงของภูมิภาค สำหรับฐานทัพเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นหลักประกันด้านความปลอดภัยให้กับประเทศพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ หรือบาห์เรน
อย่างไรก็ดีการที่อิหร่านสามารถโจมตีฐานทัพหรือโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐได้พร้อมกันมากกว่า 20 แห่งในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน
นอกจากนี้เมื่อรวมกับสงครามที่ยืดเยื้อจนยุทโธปกรณ์ร่อยหรอ สายส่งกำลังสนับสนุนที่ได้แต่คอยหาย ภาพลักษณ์ของ “เกราะป้องกันของสหรัฐ” อาจถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง เสมือนจ่ายค่าคุ้มครองให้ bodyguard ที่คิดว่าแข็งแกร่ง แต่จริงๆ กลับเป็นง่อย
ทั้งนี้เมื่อความเชื่อมั่นในระบบความมั่นคงของสหรัฐลดลง ประเทศในภูมิภาคอาจเริ่มปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ เช่น กระจายพันธมิตรไปยังมหาอำนาจอื่น, สร้างระบบความมั่นคงระดับภูมิภาคของตนเอง, หรือแม้แต่เปิดช่องความร่วมมือกับอิหร่าน และนั่นอาจเป็นจุดร่วมที่ก่อกำเนิด Pax Islamica
4. สงครามยืดเยื้อและแรงกดดันทางการเมืองภายในสหรัฐ ที่ผ่านมาประสบการณ์ของสหรัฐในสงครามหลายครั้งชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์ของสงครามไม่ใช่เพียงสนามรบ แต่รวมถึงการเมืองภายในประเทศสหรัฐเอง
"สงครามที่ยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากต่อประชาชนที่จะกดดันรัฐบาลวอชิงตัน" รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ กล่าว
ขณะที่ต้นทุนของสงครามที่คนอเมริกันไม่อาจจะรับได้ คือ การสูญเสียกำลังพล, ค่าใช้จ่ายทางทหารมหาศาล, ความปั่นป่วนของตลาดพลังงานโลก, การหยุดชะงักของเส้นทางการค้า, ซึ่งทั้งหมดหมายถึงต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความมั่งคั่งที่ลดลง
สำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ความกดดันจากประชาชนอเมริกันอาจผลักดันให้รัฐบาลลดบทบาททางทหารหรือถอนตัวจากภูมิภาค เหมือนที่เคยเกิดขึ้น โลกอาหรับอาจกำลังถูกทอดทิ้งให้เผชิญความเสี่ยงตามลำพัง bodyguard ที่นอกจากจะง่อยเปลี้ย อาจจะหนีหาย
5. ความเป็นไปได้ของ Pax Islamica อย่างไรก็ดีหากสหรัฐลดบทบาทลง และประเทศมุสลิมเริ่มสร้างกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเมืองร่วมกัน ภูมิภาคตะวันออกกลางอาจค่อย ๆ เปลี่ยนเข้าสู่ระเบียบใหม่ที่อาจเรียกได้ว่า “Pax Islamica”
รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ กล่าวต่อว่า แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงจักรวรรดิเดียว แต่หมายถึงการประสานผลประโยชน์ของรัฐมุสลิม การสร้างกลไกความมั่นคงร่วมและการลดการพึ่งพามหาอำนาจภายนอก
นอกจากนี้ในระยะยาว ระเบียบดังกล่าวอาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจของโลก โดยลดอิทธิพลของสหรัฐในตะวันออกกลาง และเพิ่มบทบาทของโลกมุสลิมในระบบระหว่างประเทศ
สำหรับชัยชนะทางทหารในช่วงต้นของสงครามไม่จำเป็นต้องแปลว่าชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว หากสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านเกิดความยืดเยื้อเรื้อรัง ความขัดแย้งอาจขยายตัวเกินกว่าการต่อสู้ระหว่างรัฐ และกลายเป็นแรงผลักดันให้โลกมุสลิมรวมตัวกันมากขึ้น
นอกจากนี้ในสถานการณ์เช่นนี้ สหรัฐอาจชนะศึกแรก แต่สงครามในระยะยาวอาจสร้างระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ที่ทำให้อิทธิพลของวอชิงตันในตะวันออกกลางลดลง
ขณะเดียวกันยังเปิดทางให้เกิดดุลอำนาจรูปแบบใหม่ในภูมิภาค หรือที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ การถ่วงดุลของขั้วที่ 3 ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับโลก
"ซึ่งนั่นก็สอดคล้องกับที่ผมและ Chakkri Chaipinit เคยตั้งเป็นทฤษฎีเอาไว้ตั้งแต่ปี 2023 ในหนังสือ Amidst the Geo-Political Conflicts สมรภูมิพลิกอำนาจโลก" รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ กล่าว

