ผู้เชี่ยวชาญชำแหละ ไทยหาแหล่งเชื้อเพลิงใหม่ใน 60 วัน ไม่ง่าย
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและนักขุดเจาะน้ำมันระดับโลกชี้ หาแหล่งเชื้อเพลิงใหม่ใน 60 วัน ไม่ง่าย ระบุน้ำมันโลกไม่ใช่ก๊อกน้ำ เพิ่มกำลังผลิตทันทีทำไม่ได้
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการหาแหล่งเชื้อเพลิงใหม่ภายใน 60 วันเป็นไปได้ยากในทางเทคนิค เนื่องจากกระบวนการขุดเจาะและเตรียมหลุมผลิตใหม่ใช้เวลานานกว่านั้น
- การเร่งเพิ่มกำลังการผลิตจากหลุมน้ำมันเดิมมีความเสี่ยงสูง อาจทำให้หลุมผลิตเสียหายและหมดอายุการใช้งานเร็วขึ้น
- ไทยพึ่งพาน้ำมันดิบชนิดหนัก (Heavy Oil) จากตะวันออกกลางเพื่อผลิตดีเซลเป็นหลัก ซึ่งแหล่งผลิตอื่น เช่น สหรัฐฯ ที่ผลิตน้ำมันชนิดเบา (Light Oil) ไม่สามารถทดแทนได้โดยตรง
สงครามการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ยังไม่เห็นสัญญาณว่าจะยุติลง ด้าน สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ในช่วงเช้าของวันที่ 4 มี.ค. 69 ปิดที่ 74.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.33 ดอลลาร์ หรือ 4.7% สูงสุด นับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2025 และสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 81.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.66 ดอลลาร์ หรือ 4.7% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2025
ในส่วนของประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้มีการหารือกับนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท ไว้เป็นเวลา 15 วัน นอกจากนี้ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานยังได้ระบุถึงปริมาณสำรองน้ำมันในประเทศเพียงพอต่อความต้องการใช้ได้ 61 วัน โดยได้เตรียมแผนในการจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นทดแทน
60 วันบนทางแพร่ง เพิ่มกำลังผลิตทันทีทำไม่ได้
นายภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและนักขุดเจาะน้ำมันระดับโลก ผู้มีประสบการณ์เคยร่วมงานกับบริษัทพลังงานชั้นนำ เช่น ยูโนแคล (Unocal) และเชฟรอน (Chevron) อีกทั้งมีประสบการณ์การทำงานในภูมิภาคที่มีการขุดเจาะสำคัญรวมถึงตะวันออกกลาง แองโกลา สหรัฐอเมริกา และพลังงานความร้อนใต้พิภพในฟิลิปปินส์ ,อินโดนีเซีย ได้เปิดเผยผ่านรายการ “ฐานทอล์ค” ออกอากาศทางช่องเนชั่นทีวี 22 ว่า การหาแหล่งเชื้อเพลิงใหม่ ภายใน 60 วัน อาจไม่สามารถทำได้
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ในทางเทคนิคแล้ว การเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันของโลกไม่สามารถทำได้ทันที แม้จะเกิดสถานการณ์สงครามหรือการหยุดชะงักของอุปทานก็ตาม เพราะกระบวนการผลิตน้ำมันมีข้อจำกัดทั้งทางธรณีวิทยา วิศวกรรม และโครงสร้างการผลิต โดยในสถานการณ์ปกติ การเจาะหลุมผลิตใหม่หนึ่งหลุมใช้เวลาประมาณ 30 วัน และหากรวมขั้นตอนการเตรียมระบบผลิต การติดตั้งอุปกรณ์ และการเปิดหลุมจริงแล้ว อาจใช้เวลากว่า 60 วันขึ้นไป
ปัจจุบันโลกผลิตน้ำมันประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยก่อนเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดมี กำลังผลิตส่วนเกิน (oversupply) ประมาณ 3–4% หรือราว 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม หากอุปทานบางส่วนถูกตัดออกจากตลาด เช่น 15–20 ล้านบาร์เรลต่อวัน กำลังผลิตสำรองระดับนี้ ไม่เพียงพอจะชดเชยได้ทันที
การเร่งผลิตจากหลุมเดิมมีความเสี่ยง
นายภาณุรัช กล่าวว่า แม้บางประเทศจะพยายามเพิ่มกำลังผลิตจากหลุมที่มีอยู่ แต่ในเชิงวิศวกรรม การเร่งผลิตมากเกินไปอาจทำให้หลุมเสียหายเร็วขึ้น หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือ “Water Cut” ซึ่งหมายถึงสัดส่วนของน้ำที่ปะปนกับน้ำมันในหลุมผลิต โดยปกติแล้วช่วงแรกของการผลิต น้ำมันอาจออกมาประมาณ 100% ผ่านไปประมาณ 1 ปี อาจเหลือ 50% และในช่วงปลายอายุหลุม น้ำมันอาจเหลือเพียง 10% ขณะที่น้ำเพิ่มเป็น 90%
หากผู้ผลิตเร่งเปิดวาล์วหรือ เปิดโช้ค (choke) มากเกินไป น้ำจากชั้นหินจะไหลเข้ามาในหลุมเร็วขึ้น ส่งผลให้ น้ำมันไหลออกยากขึ้นและหลุมอาจหมดอายุเร็วขึ้น ด้วยเหตุนี้ บริษัทน้ำมันส่วนใหญ่จึง ไม่กล้าเร่งผลิตอย่างรุนแรงในระยะสั้น
ภูมิรัฐศาสตร์พลังงานโลก
นายภาณุรัช ระบุต่อไปว่า แม้สหรัฐจะเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก คิดเป็นประมาณ 20% ของกำลังผลิตโลก แต่การผลิตจำนวนมากมาจาก Shale Oil ซึ่งเป็นน้ำมันเบา (Light Oil) ในขณะที่น้ำมันจากตะวันออกกลางจำนวนมากเป็น น้ำมันหนัก (Heavy Oil) ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกัน และโรงกลั่นแต่ละแห่งถูกออกแบบให้รองรับน้ำมันคนละประเภท
ขณะที่ "หัวใจ" ของภาคขนส่งไทยคือดีเซล ซึ่งต้องนำเข้าน้ำมันเกรดหนัก(Heavy Oil) จากตะวันออกกลางเพื่อมากลั่นเป็นดีเซล แหล่งน้ำมันหนักที่สามารถทดแทนได้บางส่วน เช่น แคนาดา ,เวเนซุเอลา ,บราซิล แต่หลายประเทศ เช่น เวเนซุเอลา ยังเผชิญมาตรการคว่ำบาตร ทำให้กำลังผลิตไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เต็มศักยภาพ
กรณีต้องพัฒนาแหล่งใหม่ กระบวนการจะยิ่งใช้เวลานานกว่าเดิมมาก โดยต้องเริ่มตั้งแต่การสำรวจคลื่นไหวสะเทือน (Seismic) ,การประเมินปริมาณสำรอง (Reserve) ,การวิเคราะห์ชั้นหิน (Resistivity / Geological anomaly) ก่อนจะตัดสินใจเจาะจริง ซึ่งโดยทั่วไป ใช้เวลามากกว่า 5 ปี ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเคยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้บริษัทน้ำมันลดการลงทุนและปลดพนักงานจำนวนมาก ส่งผลให้ บุคลากรด้านการขุดเจาะขาดแคลน และการฟื้นกำลังการผลิตจึงใช้เวลานาน
ผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยว่า บริษัทน้ำมันส่วนใหญ่ ไม่ได้มีหลุมที่เจาะแล้วแต่ปิดไว้จำนวนมาก เพราะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมีต้นทุนสูง เช่น แท่นผลิต (Central Processing Platform) ,ระบบท่อ ,ระบบแยกน้ำมัน ผู้ประกอบการจึงพยายามใช้กำลังการผลิตเต็มศักยภาพตั้งแต่ต้น ดังนั้นหากเกิดการขาดแคลนน้ำมันในตลาดโลก การเพิ่มกำลังผลิตเพื่อชดเชย ไม่สามารถทำได้ในทันที
สุดท้ายนายภาณุรัชย้ำว่า นโยบายพลังงานของไทยทำให้โครงสร้างราคาน้ำมันเพี้ยน จากการใช้กองทุนน้ำมันนำเงินจากเบนซินไปอุดหนุนราคาดีเซล ส่งผลให้ภาคขนส่งของประเทศพึ่งพาดีเซลเป็นหลัก ขณะที่ดีเซลส่วนใหญ่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ทำให้ไทยมีความเสี่ยงสูงเมื่อเกิดวิกฤตในภูมิภาคนั้น
ประเทศไทยควรปล่อยให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนจริง เพื่อให้ผู้บริโภคปรับพฤติกรรม และลดการพึ่งพาดีเซล รวมถึงเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน โดยในระยะสั้นควรสำรองน้ำมันกลั่นไว้ใช้ในประเทศ และลดการใช้น้ำมันที่ไม่จำเป็น
ส่วนระยะกลางควรเร่งพัฒนาพลังงานในประเทศ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงสำรวจพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น shale gas และ geothermal เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระยะยาว






