
วิกฤติภูมิอากาศรุกเศรษฐกิจไทย บีบปรับตัวท่ามกลางโลกเดือด
มหาอุทกภัยภาคใต้ปลายปี 2568 ได้จุดขนวขความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศที่มีท่าทีทวีความรุนแรงขึ้น SCB EIC รายงาน “Stormy Climate Risks” ข้อมูลชี้โลกพลาดเป้า 1.5°C ไทยติดอันดับประเทศเสี่ยงสูง เร่งปรับตัวทั้งนโยบายและโครงสร้างเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- ภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในไทยมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและรายได้ภาคการท่องเที่ยว
- ไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติภูมิอากาศสูงเป็นอันดับที่ 17 ของโลก โดยมีความเสียหายสะสมคิดเป็นเกือบ 0.7% ของ GDP ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
- ภาคธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันสองด้าน ทั้งจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่บีบให้ต้องควบคุมต้นทุน และจากเงื่อนไขการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานโลก
- การปรับตัวเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับภาครัฐและเอกชน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศท่ามกลางกติกาการค้าโลกใหม่
เหตุการณ์มหาอุทกภัยในภาคใต้ช่วงปลายปี 2567 โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างหาดใหญ่ ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังกระทบรายได้ภาคท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันปลายปี เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า “ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ” ไม่ใช่ประเด็นไกลตัวอีกต่อไป หากแต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง
รายงานของ SCB EIC อ้างอิงข้อมูลจากฐานภัยพิบัติฉุกเฉิน EM-DAT ของศูนย์วิจัยด้านระบาดวิทยาภัยพิบัติ (CRED) ระบุว่า ในปี 2567 โลกเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวม 373 ครั้ง เพิ่มขึ้น 16.2% จาก 321 ครั้งในปี 2543 โดยนับเฉพาะเหตุการณ์รุนแรงที่มีผู้เสียชีวิตเกิน 10 ราย หรือผู้ได้รับผลกระทบเกิน 100 รายขึ้นไป แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ในไทย ซึ่งเผชิญภัยลักษณะนี้ 7 ครั้งในปี 2567 และเพิ่มเป็น 13 ครั้งในปี 2568 จากเพียง 5 ครั้งในปี 2543 โดยกว่าครึ่งเป็นพายุและน้ำท่วม
องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประเมินว่า ไทยมีความเสียหายสะสมจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศคิดเป็นเกือบ 0.7% ของ GDP ช่วงปี 2548-2567 ขณะที่ดัชนี Global Climate Risk Index (CRI) โดย Germanwatch จัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงเป็นอันดับ 17 ของโลกในปี 2567
ภาพใหญ่ระดับโลกยิ่งสะท้อนความเสี่ยงระยะยาว รายงาน The Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forumซึ่งสำรวจความเห็นผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 ราย ระบุว่า ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า โดย 73% มองว่าอาจส่งผลในระดับ “Turbulent” หรือ “Stormy” โดยเฉพาะประเด็นภูมิอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการล่มสลายของระบบนิเวศ
ในอีกด้าน โลกกำลังเผชิญความจริงที่ยากจะปฏิเสธ เป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากยุคก่อนอุตสาหกรรม ซึ่งถูกกำหนดไว้ในการประชุม COP21 ที่กรุงปารีส ปี 2015 กำลังถูกตั้งคำถาม ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกในปี 2024 อยู่ที่ราว 1.5-1.6 องศาเซลเซียสแล้ว ขณะที่บทวิเคราะห์ของ The Economist และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ประเมินว่า ภายใต้นโยบายปัจจุบัน โลกอาจร้อนขึ้น 2.6-2.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งจะเร่งระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นและทำลายระบบนิเวศสำคัญ เช่น แนวปะการังที่อาจหายไป 70–90%
นโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก บริษัทข้ามชาติเริ่มนำข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของคู่ค้ามาใช้พิจารณาจัดซื้อ อย่างไรก็ดี บริบทภูมิรัฐศาสตร์กลับซับซ้อนขึ้น เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Donald Trump สมัยที่สอง ผ่อนคลายนโยบายภูมิอากาศ แต่เพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าและตั้งกำแพงภาษีมากกว่า 10% ต่อสินค้านำเข้า สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของประเทศคู่ค้า
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ไทยถูกบีบจากสองด้าน ด้านหนึ่งต้องควบคุมต้นทุนเพื่อรับมือกำแพงภาษี อีกด้านต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรักษาความสามารถแข่งขันในตลาดโลก ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน ทั้งด้านแรงจูงใจภาษี โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด และระบบการเงินสีเขียว ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งประเมินความเสี่ยง กำหนดเป้าหมายลดคาร์บอน และใช้ประโยชน์จาก Green Finance หรือ Transition Finance เพื่อปรับโมเดลธุรกิจ
วิกฤติสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกติกาโลก หากคือการรักษาความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว ท่ามกลางโลกที่กำลังเข้าสู่ยุค “Stormy Climate Risks” อย่างเต็มรูปแบบ






