thansettakij
thansettakij
ไทย-จีน จัดงาน Expo 2026 ชูไทย Safety Zone ดึงลงทุน 670 คูหา

ไทย-จีน จัดงาน Expo 2026 ชูไทย Safety Zone ดึงลงทุน 670 คูหา

02 ก.ค. 69 | 08:55 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.ค. 69 | 09:25 น.

สภาหอการค้าไทย จับมือจีน จัด Thailand–China Cooperation Expo 2026 ดึงนักลงทุน เชื่อมการค้า-ลงทุน ผู้ประกอบการร่วม 670 คูหา พร้อมชูไทยเป็น "Safety Zone" รองรับการลงทุนโลก

KEY

POINTS

  • เตรียมจัดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 วันที่ 22-25 ก.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีผู้ประกอบการกว่า 270 บริษัท รวม 670 คูหา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
  • หอการค้าไทย-จีนชูจุดเด่นประเทศไทยเป็น "Safety Zone" หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน เพื่อดึงดูดนักลงทุนจีนและต่างชาติ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
  • ภายในงานยังมีกิจกรรมเสริม เช่น การจับคู่ธุรกิจ (B2B Matching), Job Fair ที่มีตำแหน่งงานกว่า 2,279 อัตรา และ Education Fair ที่มอบทุนการศึกษากว่า 900 ทุน

เตรียมจัดงานThailand–China Cooperation Expo 2026 ระหว่างวันที่ 22-25 กรกฎาคมนี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี รวมผู้ประกอบการกว่า 270 บริษัท 670 คูหา พร้อมเปิดเวทีจับคู่ธุรกิจ Job Fair กว่า 2,279 อัตรา และทุนการศึกษากว่า 900 ทุน ขณะที่หอการค้าไทย-จีนชี้ไทยยังเป็น "Safety Zone" ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

วันนี้ (2 กรกฎาคม 2569) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับหอการค้าไทย-จีน สมาคมการค้าวิสาหกิจจีน สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำราชอาณาจักรไทย และบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ร่วมจัดงาน Thailand – China Cooperation Expo 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 กรกฎาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “Investing for the Future, Growing Together” โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานผู้ร่วมจัดและพันธมิตรเข้าร่วม

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายเจียง เว่ย อัครราชทูต เปิดเผยว่า สำหรับงาน Thailand – China Cooperation Expo 2026 จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 หลังจากการจัดงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชนของทั้งสองประเทศ

เสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน

โดยเพื่อเป็นการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน ครอบคลุมทั้งด้านการค้า การลงทุน รวมถึงสร้างพื้นที่กลางให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน และภาคธุรกิจของไทยและจีน ได้พบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูล เจรจาธุรกิจ และต่อยอดความร่วมมือร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ งานดังกล่าวจะมีผู้ประกอบการจากไทยและจีนจองคูหาเต็มพื้นที่กว่า 670 คูหา จาก 270 บริษัทชั้นนำ ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญแห่งอนาคต อาทิ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การค้าและการลงทุน พลังงานสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้า โลจิสติกส์ รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม 

 

แถลงข่าวจัดงาน Thailand – China Cooperation Expo 2026

 

นอกจากนั้น ภายในงานยังได้รวบรวมบริการ กิจกรรม และโอกาสทางธุรกิจไว้อย่างครบวงจร อาทิ Consultation Zone หรือศูนย์บริการแบบ One Stop Service ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐชั้นนำกว่า 9 หน่วยงาน เช่น กรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การนำเข้า–ส่งออก สิทธิประโยชน์ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ B2B Matching กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ 

รวบรวมโอกาสการทำงานกับบริษัทจีน

ขณะเดียวกันภายในงานยังมี Job Fair ที่รวบรวมโอกาสการทำงานกับบริษัทจีนกว่า 2,279 อัตรา จากกว่า 475 ตำแหน่งงาน สะท้อนถึงโอกาสด้านแรงงานและการพัฒนาทักษะภายใต้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–จีน ขณะเดียวกันยังมี Education Fair ซึ่งรวบรวมทุนการศึกษากว่า 900 ทุน จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนและสถาบันการศึกษาของไทย รวมกว่า 30 แห่ง 

นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้ายไทย-จีน กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนและการฟื้นตัวเป็นไปอย่างช้า แต่ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนจีน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้หลายบริษัทมีแนวโน้มย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมากขึ้น

ทั้งนี้ ภาคเอกชน ทั้งสภาหอการค้าไทย-จีน กลุ่มวิสาหกิจจีน และภาคีที่เกี่ยวข้อง รวมถึง Impact ได้ร่วมกันผลักดันและเชิญชวนนักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าการย้ายฐานการลงทุนจะเกิดขึ้นอีกจำนวนมากในระยะข้างหน้า

 

บรรยาการงานแถลงข่าว Thailand – China Cooperation Expo 2026

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดนักลงทุน เนื่องจากมีกฎหมายและมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตของนักลงทุนจีนเพื่อส่งออกไปยังยุโรปหรือสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นฐานการผลิตของนักลงทุนจากหลายประเทศ เพื่อส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดจีนได้เช่นกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในทุกฝ่าย

โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การลงทุนจากต่างประเทศในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% โดยนักลงทุนจากจีนเป็นกลุ่มสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงนักลงทุนจีนเท่านั้นที่ให้ความสนใจประเทศไทย แต่ปัจจุบันไทยได้รับการยอมรับให้เป็น"Safety Zone" หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน ท่ามกลางความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก

โดยปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ทำเลที่ตั้งซึ่งเชื่อมต่อทะเลทั้งสองฝั่ง ระบบกฎหมายและมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ ตลอดจนศักยภาพของแรงงานไทยที่พร้อมปรับตัวรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ส่งผลให้ทั้ง BOI และ EEC ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

การที่นายกรัฐมนตรีเข้ามากำกับดูแลการพัฒนา EEC ด้วยตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่ดังกล่าวต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การดึงดูดการลงทุนในระยะต่อไป จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของการลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งด้านเทคโนโลยี การจ้างงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว