
วิกฤตข้าวไทย ส่งออกเดือน ม.ค. วูบ 17.5% ตั้งเป้าปี 69 ต่ำสุดรอบ 5 ปี
สมาคมผู้ส่งออกไทย เผย เดือนม.ค. ส่งออกหด 17.5% ขณะที่ปี 69 ตั้งเป้าส่งออกเพียง 7.03 ล้านตัน มูลค่า 1.3 แสนล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 5 ปี วอนรัฐเร่งตั้งรัฐบาลแก้เงินบาทแข็ง
KEY
POINTS
- การส่งออกข้าวไทยเดือนมกราคม 2569 มีปริมาณลดลง 17.5% และมูลค่าลดลง 30.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยตั้งเป้าการส่งออกข้าวปี 2569 ไว้ที่ 7.03 ล้านตัน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี
- ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ข้าวไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง และการแข่งขันที่รุนแรงจากปริมาณข้าวในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น
ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ เป็นนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยในเดือนมกราคม 2569 มีปริมาณการส่งออกข้าวรวม 530,287 ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี ก่อนซึ่งมีปริมาณ 643,144 ตัน หรือลดลง 17.5% ขณะที่มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 9,707 ล้านบาท ลดลง 30.7% คิดเป็นมูลค่า 313 ล้านดอลลาร์ ลดลง 23.9% สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันด้านราคาข้าวในตลาดโลกและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง
ทั้งนี้ ทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยปี 2569 ได้ตั้งเป้าไว้ 7.03 ล้านตัน ลดลง 11% โดยมีมูลค่า 130,000 ล้านบาท หรือ 4,000 ดอลลาร์ ซึ่งในปีนี้ต่ำสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 นอกจากนี้จะมีการแระเมินสถานการณ์อีกในครึ่งปีหลังว่าจะมีการปรับเป้าส่งออกหรือไม่
ทั้งนี้ สิ่งที่คาดหวังคือรัฐบาลต้องดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนให้ดี ซึ่งปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนของไทยมันสู้คู่แข่งไม่ได้ ซึ่งค่าเงินบาทที่จะสู้กับต่างประเทศได้ ควรอยู่ในระดับ 33-34 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ตอนนี้เงินบาทไทยอยู่ประมาณ 31 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ซึ่งแข็งค่าขึ้นพอสมควร ในระยะสั้น ที่สามารถจะทำให้การส่งออกเราดีขึ้นหรือแย่งลงขึ้นอยู่กับค่าเงิน เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องดูแลค่าเงินบาทให้มีความมั่นคง ทำให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้
"ค่าเงินบาทแข็งค่าทุก ๆ 1 บาทที่ข้าวไทยจะแพงขึ้น 12-15 ดอลลาร์ต่อตัน ตอนนี้เงินบาทไทยอยู่ประมาณ 31 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ซึ่งแข็งค่าขึ้นพอสมควร ซึ่งเทียบกับอัตราการค่าเงินช่วงเวลาเดียวกับปี 68 ราคาข้าวแพงขึ้น 40 ดอลลาร์ต่อตัน"
ขณะที่ปริมาณข้าวทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอินเดียในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกเบอร์หนึ่งของโลก ปัจจุบันอินเดียสามารถทำสถิติการผลิตข้าวได้สูงถึง 152 ล้านตันต่อปี ก้าวข้ามสถิติของประเทศจีนที่เคยรักษาเพดานการผลิตไว้ที่ 145 - 146 ล้านตันมา ส่งผลให้อินเดียไม่เพียงแต่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด แต่ยังเป็นผู้ส่งออกที่มีอิทธิพลต่อราคากลางในตลาดโลกมากที่สุด
นอกจากนี้ยังมีประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและปากีสถาน ต่างรายงานผลผลิตข้าวในฤดูกาลล่าสุดว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ทำให้ปริมาณข้าวในตลาดโลกมีมากกว่าความต้องการซื้อ นำไปสู่การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น
ขณะที่ไทย ปี 68 ปริมาณข้าวของไทยเพิ่มขึ้นสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือหากไม่สามารถเร่งส่งออกได้ราคาข้าวเปลือกในประเทศจะเริ่มมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันข้าวไทยสูญเสียการแข่งขันสิ่งที่ต้องทำคือการแก้ปัญหาพันธุ์ข้าว ให้ได้ผลผลิตที่สูงต้นทุนต่ำ
ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกข้าวของไทย
1. ความผันผวนของค่าเงินบาทที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแซ่งขันของไทย
2. อุปทานข้าวในตลาดโลกมีปริมาณมากทั้งในประเทศผู้ส่งออกและผู้นําเข้า
3. มาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกาทีสร้างผลกระทบต่อไทยและโลก
4. นโยบายความมันคงทางอาหารของแต่ละประเทศทีเน้นการพึงพาผลผลิตในประเทศ และลดการนําเข้าข้าว เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
5. การกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ส่งผลให้เกิดภาวะภัยแล้งฝนทิ้งช่วงอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าว
สถานการณ์ข้าวของโลก และภาวะการแข่งขันในตลาตโลก
จากข้อมูลกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ผลผลิตข้าวของโลกปีการตลาด 2568/69 ว่าจะมี จํานวน 541.28 ล้านตันข้าวสาร ลดลง 0.07% เมื่อเทียบกับจํานวน 541.66 ล้านตันข้าวสาร ของปีการตลาด 2567/68 เนื่องจากคาดว่าประเทศผู้ผลิตที่สําคัญ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน กัมพูชา บราชิล รวมทั้งสหรัฐฯจะมีผลผลิตลดลง
ทั้งนี้ ด้านการค้าข้าวของโลก (ส่งออก-นําเข้า) กระทรวงเกษตรสหรัฐฯคาดการณ์ว่าในปีการตลาด 2568/69 จะมีปริมาณอยู่ที่ประมาณ 62.76 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้น 5.1% เมื่อเทียบกับจํานวน 59.7 ล้านตันข้าวสาร
โดยคาดว่าประเทศผู้ส่งออกที่สําคัญเกือบทุกประเทศจะส่งออกมากขึ้น เช่น อินเดีย ปากีสถาน กัมพูชา สหรัฐฯ เมียนมา บราชิล ขณะที่ประเทศผู้นําเข้าที่สําคัญ เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไนจีเรีย อิรัก มาเลเซีย เขเนกัล สหรัฐฯ กินี แอฟริกาใต้ อิหร่าน คาดว่าจะนําเข้าข้าวเพิ่มขึ้น

