
เตือน ธุรกิจส่งออกสหรัฐฯ เตรียมรับมือความปั่นป่วน หลังศาลสูงล้มภาษีทรัมป์
สคต.ลอสแอนเจลิส เตือนธุรกิจส่งออก-นำเข้าสหรัฐฯ เตรียมรับมือความปั่นป่วน หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ชี้ภาษีนำเข้า IEEPA ขัดรัฐธรรมนูญ ขณะฝ่ายบริหาร Trump เตรียมหาช่องกฎหมายใหม่ขึ้นภาษีต่อ
KEY
POINTS
- ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่าการเก็บภาษีนำเข้าตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้แก่ธุรกิจส่งออกและนำเข้า
- ผลของคำตัดสินทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง ทั้งในด้านการปรับกระบวนการทางธุรกิจ และประเด็นการขอคืนเงินภาษีที่ถูกเก็บไปแล้วกว่า 1.75 แสนล้านดอลลาร์
- ฝ่ายบริหารของทรัมป์เตรียมใช้ช่องทางกฎหมายอื่นเพื่อขึ้นภาษีต่อไป ทำให้ความผันผวนทางการค้ายังคงอยู่ในระดับสูงและธุรกิจต้องเตรียมรับมือ
22 ก.พ. 2569 สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่าภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะเผชิญกับความปั่นป่วนครั้งใหญ่ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ชี้ว่าคำสั่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาศัยอำนาจตาม“กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ” (IEEPA) ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ หรือ reciprocal tariff เป็นคำสั่งที่ขัดรัฐธรรมนูญและเกินขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหาร
ปั่นป่วนทุกห่วงโซ่การค้า
สคต. ลอสแอนเจลิส ระบุว่า ผลจากคำตัดสินดังกล่าวจะทำให้ธุรกิจส่งออกไปยังสหรัฐฯ ธุรกิจนำเข้าสหรัฐฯ และการค้าปลีก จำเป็นต้องปรับกระบวนการทางธุรกิจครั้งใหญ่ เพื่อรองรับระบบการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามคำสั่งศาล และยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับนโยบายภาษีนำเข้ารูปแบบใหม่ที่คาดว่าจะตามมาอีกในอนาคตอันใกล้
นอกจากนี้ ประเด็นการคืนเงินภาษีนำเข้าที่เก็บไปแล้วกว่า 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใต้คำสั่ง IEEPA ก็ยังเป็นอีกปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนสูงมาก โดยยักษ์ใหญ่อย่าง Costco และ Goodyear Tire ได้ยื่นฟ้องขอคืนเงินไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ก่อนที่ศาลสูงสุดจะมีคำตัดสินเสียด้วยซ้ำ ขณะที่กลุ่มธุรกิจอื่นๆ ก็รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิ์เช่นเดียวกัน
ฝ่ายบริหาร Trump ไม่ยอมแพ้ เตรียมหาช่องทางใหม่
อย่างไรก็ตาม สคต. ลอสแอนเจลิส ชี้ให้เห็นว่าคำตัดสินของศาลสูงสุดไม่ได้หมายความว่าสงครามภาษีนำเข้าของรัฐบาล Trump จะสิ้นสุดลง เนื่องจากฝ่ายบริหารได้คาดการณ์ผลแพ้คดีนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว และประกาศชัดเจนว่าจะใช้ช่องทางกฎหมายอื่นในการขึ้นภาษีต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการอ้างอิง The Tariff Act of 1930, The Trade Expansion Act of 1962 หรือ The Trade Act of 1974 ซึ่งยังคงให้อำนาจประธานาธิบดีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
สคต. ลอสแอนเจลิส ประเมินว่า เป้าหมายหลักของรัฐบาล ทรัมป์ ในการขึ้นภาษีนำเข้าคือการใช้การค้าเป็นเครื่องมือรักษาความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐฯ บนเวทีโลก ซึ่งเป้าหมายนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง
ล่าสุด ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า จะปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ของสหรัฐฯ จาก 10% เป็น 15% สำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ
สำหรับมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีเพื่อแก้ไข “ปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศ” ซึ่งทรัมป์ไม่จำเป็นต้องรอให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางทำการสอบสวนก่อน ก็สามารถบังคับใช้ภาษีได้เลย
ข้อจำกัดจากเงื่อนไขการใช้อำนาจตามมาตรา 122 คือ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการชำระเงินของสหรัฐที่ “มากและร้ายแรง” เพื่อช่วยแก้ไขความไม่สมดุลของการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือเพื่อป้องกันการอ่อนค่าของดอลลาร์ที่ “ใกล้จะเกิดขึ้นและมีนัยสำคัญ” ซึ่งอัตราภาษีศุลกากรถูกจำกัดไว้ที่ 15% และสามารถเรียกเก็บได้ไม่เกิน 150 วัน ทั้งนี้ การขยายเวลาบังคับใช้ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา
ภาคธุรกิจส่งออกไทยและผู้ประกอบการที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมกับตลาดสหรัฐฯ ควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ยังมีความผันผวนสูงในระยะข้างหน้า.
ที่มา: สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส

