
'มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี' ผงาดคว้า GI ยุโรป ดันส่งออกพุ่ง
สหภาพยุโรป ขึ้นทะเบียน 'มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี' เป็น GI สินค้าไทยลำดับที่ 5 ในอียู หนุนส่งออกกว่า 300 ล้าน/ปี เพิ่มมูลค่า-กันแอบอ้างชื่อสินค้า ดันเกษตรกรไทยสู่ตลาดพรีเมียม 27 ประเทศ
KEY
POINTS
- สหภาพยุโรป (EU) ประกาศขึ้นทะเบียน "มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี" เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งเป็นสินค้าไทยรายการที่ 5 ที่ได้รับการจดทะเบียนใน EU
- การขึ้นทะเบียน GI จะช่วยป้องกันการแอบอ้างชื่อสินค้า และคาดว่าจะช่วยผลักดันการส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป 27 ประเทศ ซึ่งมีมูลค่ากว่า 300 ล้านบาทต่อปี
- การได้รับความคุ้มครองนี้จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ยกระดับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทย และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในท้องถิ่น
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆนี้ สหภาพยุโรปได้เผยแพร่ประกาศขึ้นทะเบียน “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ของไทย เป็น GI ในสหภาพยุโรป หลังไทยยื่นคำขอไว้เมื่อปี 2566 ด้วยเล็งเห็นว่าสหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมที่สำคัญของของไทย มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยกว่า 300 ล้านบาทต่อปี
โดยการได้รับความคุ้มครอง GI จะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกไทย ทั้งในด้านการป้องกันการแอบอ้างชื่อสินค้า การยกระดับความเชื่อมั่นของผู้นำเข้าสินค้า และการขยายโอกาสทางการค้าไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศ
ทั้งนี้ ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทย สร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น
นางอรมน กล่าวว่า จากการประกาศขึ้นทะเบียนดังกล่าว ส่งผลให้มะพร้าวน้ำหอมราชบุรีเป็นสินค้า GI รายการแรกของจังหวัดราชบุรีที่ได้รับความคุ้มครองในต่างประเทศ และเป็น GI ไทยลำดับที่ 5 ที่ได้ขึ้นทะเบียนในสหภาพยุโรป ต่อจากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง กาแฟดอยตุง (เชียงราย) และกาแฟดอยช้าง (เชียงราย) ที่ได้ขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านี้
โดยมะพร้าวน้ำหอมราชบุรีมีแหล่งผลิตในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองราชบุรี ดำเนินสะดวก วัดเพลง บ้านโป่ง บางแพ ปากท่อ และโพธาราม ซึ่งในปี 2568 มีปริมาณการผลิตมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี 550 ล้านลูก มูลค่าการจำหน่ายในประเทศ 276 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออกทั่วโลกกว่า 5,244 ล้านบาท
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศด้วย รวมทั้งสิ้น 11 รายการใน 33 ประเทศ ได้แก่
- ผ้าไหมยกดอกลำพูน ในอินเดียและอินโดนีเซีย
- เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน (20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย) ในเวียดนาม
- ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม และศรีสะเกษ) ในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
- ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
- กาแฟดอยตุง (เชียงราย) ในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น กัมพูชา
- กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) ในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น
- ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช)ในมาเลเซีย
- ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ในเวียดนาม
- มะขามหวานเพชรบูรณ์ ในเวียดนาม
- สับปะรดห้วยมุ่น (อุตรดิตถ์) ในญี่ปุ่น
- มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ในสหภาพยุโรป
นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงช่วยขยายตลาดส่งออก แต่ยังเป็นกลไกสำคัญ ในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดพรีเมียมโลก ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ทางการค้าให้กับประเทศในระยะยาว
โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหารและสินค้าเกษตร ซึ่งเป็น Soft Power สำคัญของประเทศ เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป

