
เอกชนกังวลการเมืองไม่นิ่งฉุดเชื่อมั่นลงทุน หลังกระแสประท้วงเลือกตั้งพุ่ง
เอกชนกังวลการเมืองไม่นิ่งกระทบเชื่อมั่นลงทุน หลังกระแสประท้วงเลือกตั้งพุ่ง ห่วงตั้งรัฐบาลล่าช้าทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชะงัก
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนแสดงความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองที่ยังสับสน แม้ กกต. จะรับรองผลเลือกตั้งแล้ว แต่กลับมีการยื่นฟ้องร้องจำนวนมากจากบุคคลสำคัญ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในผลลัพธ์สุดท้าย
- ความไม่ชัดเจนทางการเมืองส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เนื่องจากความสับสนถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นลดลง
- ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลอาจส่งผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณปี 2570 และทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหยุดชะงัก ซึ่งจะฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นเรื่องของการเมืองในประเทศไทย ว่า ขณะนี้หากถามถึงความเชื่อมั่นคงบอกได้ยากมาก เพราะปัจจุบันกระแสข่าวยังสับสนอยู่ แม้ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 69 ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีรับรองผลทั้ง 400 เขต
แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้ที่ยื่นฟ้อง หรือร้องเรียนเกี่ยวกับเลือกตั้งเป็นจำนวนมาก โดยแต่ละคนก็ไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศ มีประสบการณ์ผ่านการเลือกตั้ง เช่น นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ,รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการทางด้านกฏหมาย ,ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ ภักดีธนาคุณ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมและผู้พิพากษาศาลยุติธรรม และล่าสุดนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เกิดความสับสนและเริ่มมีความกังวลว่าจะมีความเสี่ยงสูง เพราะไม่รู้ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร โดยแนวโน้มหากสถานการณ์ยังเป็นไปในรูปแบบดังกล่าว ก็อาจจะทำให้ทุกอย่างต้องชะลอออกไป
“ปัจจุบันมีทั้งข่าวที่ กกต. รับรอง 400 เขต ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้อธิบายเรื่องบัตรเขย่ง และเรื่องลับไม่ลับ แต่ขณะเดียวกันเมื่อ กกต. รับรองเสร็จก็คิดว่าว่าจะผ่านไปได้ แต่กลับมีผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายที่มีชื่อเสียงออกมาทัดทานจำนวนมาก ทำให้ตอนนี้ภาคเอกชนกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะค่อนข้างจะสับสน”
นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะอะไรที่สับสนและไม่ชัดเจนย่อมมีความเสี่ยง และมีผลทำให้ความเชื่อมั่นลดลงเป็นเรื่องปกติ แม้บางส่วนจะมองว่าตลาดหุ้นไทยยังไปต่อได้ แต่ก็เป็นแค่เรื่องหนึ่งเท่านั้น เพราะมองว่าการที่พรรคภูมิใจไทยมี 193 เสียง อาจทำให้มีความต่อเนื่องและมีเสถียรภาพทางการเมือง แต่สถานการณ์ที่มีการฟ้องร้อง ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมากที่สุดครั้งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้น สร้างความสับสนให้ภาคเอกชนมากว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร
"เมื่อมีการฟ้องร้องยื่นศาลมากที่สุดครั้งหนึ่ง ในเวลาแบบนี้ทุกคนจึงสับสน และมองว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่น“
อย่างไรก็ตาม หากถามว่ากังวลหรือไม่กับสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น หรือกรณีที่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ก็คงไม่ปฏิเสธ เพราะภาคเอกชนก็ระบุมาตลอดว่า ต้องการให้การเลือกตั้งราบรื่น รวมถึงได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ หรือมีประมาณ 300 เสียงสนับสนุนขึ้นไป และมีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อให้มีผู้มารับผิดชอบด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และบริหารประเทศอย่างเต็มตัว ซึ่งจะได้ผลักดันนโยบายที่รอการแก้ไขทางด้านเศรษฐกิจจำนวนมากให้ดำเนินการต่อไปได้ เพื่อลดช่วงสุญญากาศให้สั้นที่สุด
นอกจากนี้ ต้องการให้มีรัฐมนตรีที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับกับงานของแต่ละกระทรวง โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งยังมีอีกหลายกระทรวงที่ต้องคัดผู้ที่มีคุณสมบัติให้ตรง
หากการฟอร์มทีมรัฐบาลล่าช้ากว่ากำหนดไปมาก จะส่งผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณปี 2570ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะที่ผ่านมาเกิดความหยุดชะงักบ่อยครั้ง ทำให้เม็ดเงินลงทุน และการเบิกจ่ายของภาครัฐไม่เป็นไปตามเป้า ก็จะทำให้หนึ่งในเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจชะลอ และหยุดชะงักลง เศรษฐกิจที่ควรจะฟื้นตัวในปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นปีที่ท้าทายที่สุดปีหนึ่ง ก็อาจจะต้องดีเลย์ออกไป ซึ่งส่งผลทำให้เกิดความกังวล

