
KEY
POINTS
การปรับขึ้น VAT จาก7% เป็น10% ถือเป็นหนึ่งในแผนความยั่งยืนทางการคลัง ผ่านแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium Fiscal Framework: MTFF) ปี 2569-2573 ซึ่งได้ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยว่า จะมีการปรับขึ้น VAT เป็น 8.5% ในปี 2571 และจะปรับเป็นอัตรา VAT 10% ในปี 2573 โดยมีเงื่อนไขว่าช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจไทยจะต้องกลับมาโตเต็มศักยภาพแล้ว
ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ นักกฎหมายภาษีอากร ได้แสดงความคิดเห็นผ่านรายการ “ฐานทอล์ค” ทางช่องเนชั่นทีวี ถึงประเด็นการขึ้นVATว่า แม้จะมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลอาจพิจารณาปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 8.5% และขยับสู่ 10% ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า แต่หากมองสัญญาณการเติบโตของ GDP ในปัจจุบันยังเป็นเพียงการเติบโตจากฐานที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน
หากปรับอัตราไปถึง 10% เท่ากับเพิ่มจากปัจจุบัน 7% อีก 3% รายได้รัฐก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และฐานะการคลังอาจดูอู้ฟู่ มากขึ้นพอสมควร อย่างไรก็ตาม การขึ้น VAT คือการผลักภาระต้นทุนไปยังประชาชนโดยตรง จากเดิมที่เสียภาษี 7% หากเพิ่มเป็น 10% หมายถึงภาระค่าครองชีพสูงขึ้นทันที 3% ในเชิงต้นทุนชีวิต
ทั้งนี้โดยหลักแล้ว ประชาชนจะยอมรับภาระที่เพิ่มขึ้นได้ หากรายได้เติบโตในอัตราที่สูงกว่า สมมติว่ารายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% แต่ภาระเพิ่ม 3% ความรู้สึกกดดันก็จะลดลง และแรงต้านทางสังคมก็อาจไม่รุนแรง ดังนั้นการรีบขึ้นภาษีในขณะที่เศรษฐกิจยังไม่แข็งแรงพออาจเป็นการเพิ่มภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน
อีกมุมหนึ่ง การส่งสัญญาณล่วงหน้าว่าอาจมีการปรับขึ้น อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ทางนโยบาย เพื่อทดสอบปฏิกิริยาสาธารณะ หรือที่เรียกว่า โยนหินถามทาง ตัวอย่างเช่น หากประกาศเป้าหมายไว้ที่ 8.5%
แต่สุดท้ายปรับขึ้นจริงเพียง 7.5% หรือ 8% ประชาชนอาจรู้สึกว่าผลลัพธ์ไม่ได้รุนแรงอย่างที่คาดไว้ และแรงต่อต้านก็อาจลดลง กล่าวได้ว่า นี่อาจเป็นเกมการบริหารความคาดหวัง ของรัฐบาล เพื่อสร้างพื้นที่ทางการเมืองในการขยับอัตราภาษีได้สำเร็จ โดยไม่ก่อแรงสะเทือนมากเกินไป
หากต้องการจัดเก็บรายได้เข้าสู่ภาครัฐให้ได้เพิ่มมากขึ้น ดร.ยุทธนา เสนอว่าก่อนที่จะพิจารณาเก็บภาษีเพิ่ม รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับ "วินัยการคลัง" และ "การจัดการคอร์รัปชัน" เป็นอันดับแรก เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินสูงถึง 3.78 ล้านล้านบาท หากรัฐสามารถอุดรูรั่วจากการทุจริตได้เพียง 1% จะได้เงินคืนกลับมาถึง 30,000 ล้านบาท และหากจัดการได้ 10% รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 300,000 ล้านบาทโดยไม่ต้องเพิ่มภาระให้ประชาชนเลย
มาตรการที่เสนอคือการสร้างความโปร่งใสในเชิงรุก เช่น การให้กรมสรรพากรตรวจสอบพฤติกรรมผิดปกติของธุรกิจทุนเทาหรือสแกมเมอร์ เช่น บริษัทขนาดเล็ก แต่มีรายได้ที่มากผิดปกติ เป็นต้น
นอกจากนี้การสร้างช่องทางแจ้งเบาะแสที่มีประสิทธิภาพและคุ้มครองผู้แจ้ง คล้ายกับโมเดล Traffy Fondue ที่เมื่อแจ้งเข้าไปในระบบแล้ว มีหน่วยงานเข้ามา take action จริงจัง ไม่ใช่เหมือนกับรำวงกันไป แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ประชาชนรู้สึกสิ้นหวัง เกิดความไม่มั่นใจว่าเงินภาษีถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใส
อุปสรรคใหญ่ของการจัดเก็บภาษีในประเทศไทยคือ "เศรษฐกิจนอกระบบ" ที่มีสัดส่วนสูงถึงครึ่งหนึ่งของประเทศ นั่นหมายความว่ามีคนจำนวนมากที่อยู่นอกฐานภาษี ทั้งในมิติภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ดังนั้น ก่อนจะพูดถึงการขึ้นภาษี คำถามสำคัญคือ เราสามารถดึงคนที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบให้ได้มากน้อยแค่ไหน
นักวิชาการท่านนี้เสนอให้รัฐไทยนำโมเดลจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง สวีเดน มาปรับใช้ โดยการเปลี่ยนทัศนคติจากการใช้อำนาจรัฐเป็นการมองผู้เสียภาษีเป็น "ลูกค้า" การลด “tax gap” หรือช่องว่างระหว่างภาษีที่ควรจัดเก็บได้กับภาษีที่จัดเก็บได้จริง ควรเป็นภารกิจลำดับต้น ๆ
หากทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นธรรม ฐานรายได้ของรัฐจะขยายตัวโดยไม่จำเป็นต้องปรับอัตราภาษีขึ้นทันที อย่างไรก็ตาม ภารกิจนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจเป็นงานหนักของกรมสรรพากร ทั้งในด้านการติดตาม ตรวจสอบ และการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบโดยสมัครใจ
ประเด็นที่สอง ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน คือ “ทัศนคติ” ต่อการจัดเก็บภาษี เพราะที่ผ่านมา ระบบภาษีของไทยตั้งอยู่บนฐานคิดว่า การจัดเก็บภาษีคือการใช้อำนาจของรัฐ และประชาชนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งในหลักการนั้นถูกต้องแต่ในประเทศพัฒนา เช่นสวีเดน มีการปรับมุมมองใหม่ โดยมอง “ผู้เสียภาษี” เป็น “ลูกค้า” ของรัฐ
เมื่อรัฐมองประชาชนเป็นลูกค้า วิธีการทำงานก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง โดยแทนที่จะย้ำว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ระบบจะถูกออกแบบให้เข้าใจง่าย ขั้นตอนไม่ซับซ้อน กฎหมายอ่านรู้เรื่อง และข้อมูลต่าง ๆ ถูกเชื่อมโยงไว้ให้พร้อมใช้ แนวคิดเช่นนี้ไม่ได้ลดทอนอำนาจรัฐ แต่เปลี่ยนจากการใช้อำนาจเชิงบังคับ ไปสู่การบริหารความสัมพันธ์เชิงบริการ
อีกประเด็นหนึ่งที่ควรถูกหยิบมาทบทวนอย่างจริงจัง คือ เกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ปัจจุบันกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา หากเฉลี่ยเป็นรายเดือน เท่ากับประมาณ 150,000 บาทต่อเดือน
“เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทถูกกำหนดขึ้นมานานกว่า 10–20 ปีแล้ว โดยเจตนาเดิมมองว่าเป็น “ธุรกิจขนาดย่อม แต่ในบริบทวันนี้ ยอดขายเดือนละ 150,000 บาท อาจยังถือว่าเป็นรายเล็กอยู่มาก เพราะกำไรสุทธิจริงอาจเหลือเพียงบางเฉียบ” ดร.ยุทธนา กล่าว
ดร.ยุทธนา ระบุต่อไปว่า ในบางธุรกิจ เช่น การค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค ยอดขายเกิน 150,000 บาทต่อเดือนอาจเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการมีศักยภาพรองรับภาระด้านเอกสาร ระบบบัญชี และต้นทุนทางภาษีที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น การขยับเพดานการจด VAT จึงเป็นประเด็นที่ควรถูกนำมาทบทวนอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับระดับเงินเฟ้อและโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
ปัญหาเดียวกันนี้สะท้อนในเรื่อง “ค่าลดหย่อนส่วนบุคคล” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยคงไว้ที่ 30,000 บาทนานกว่า 25 ปี ก่อนจะปรับเป็น 60,000 บาท คำถามคือ ตัวเลข 60,000 บาท จะต้องรออีก 20–25 ปีหรือไม่กว่าจะมีการปรับใหม่ ทั้งที่ค่าครองชีพและเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ในบางประเทศ เช่น United States ระบบภาษีจะปรับค่าลดหย่อนหรือเพดานต่าง ๆ ตามอัตราเงินเฟ้อโดยอัตโนมัติ ตัวเลขจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเลขกลมสวยงาม แต่อาจมีเศษ เช่น 12,950 หรือ 13,850 ตามการคำนวณที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจจริง แนวทางเช่นนี้ทำให้กฎหมายภาษี ขยับตามเศรษฐกิจ
อีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “มุมมองแบบผู้เสียภาษี” มีกรณีตัวอย่างจากการลงพื้นที่พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอยรายหนึ่งที่ขายข้าวต้มปลา ซึ่งเคยได้รับหนังสือจากสรรพากรให้เข้าไปชี้แจงกรณีประเมินภาษีย้อนหลัง เมื่อสอบถามว่าทำไมไม่เข้าไปติดต่อ เจ้าตัวตอบว่า “จะไปติดต่ออย่างไร ในเมื่อเวลาราชการคือเวลาที่ต้องขายของ” นี่คือจุดสะท้อนเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน
ระบบภาษีออกแบบบนฐานเวลาราชการ แต่ผู้ค้ารายย่อยดำรงชีวิตบนฐานเวลาทำมาหากิน หากต้องเลือกระหว่าง ไปชี้แจงภาษี กับ เปิดร้านหาเงินเลี้ยงครอบครัว
ดังนั้น หากรัฐต้องการดึงคนเข้าสู่ระบบภาษีให้มากขึ้น การปรับเพดานตัวเลขให้เหมาะสม และการออกแบบระบบให้สอดคล้องกับชีวิตจริง อาจสำคัญไม่แพ้การใช้อำนาจตรวจสอบ
ท้ายที่สุด การปฏิรูปภาษีไม่ใช่แค่เรื่องเก็บให้ได้มากขึ้น แต่คือการสร้างระบบที่ประชาชนรู้สึกว่า ยุติธรรม สะท้อนความจริงทางเศรษฐกิจ เข้าถึงได้ และมีความเชื่อมั่นว่าเงินภาษีที่จ่ายให้แก่รัฐ จะไม่มีการคอร์รัปชันเกิดขึ้น