thansettakij
thansettakij
ดัชนีเชื่อมั่นฟื้นรอบ 4 เดือน แรงหนุน 'ไทยช่วยไทยพลัส' เอกชนห่วงหนี้-ต้นทุน

ดัชนีเชื่อมั่นฟื้นรอบ 4 เดือน แรงหนุน 'ไทยช่วยไทยพลัส' เอกชนห่วงหนี้-ต้นทุน

09 ก.ค. 69 | 06:50 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ค. 69 | 07:04 น.

ดัชนีความเชื่อมั่น เดือนมิ.ย. ฟื้นตัวครั้งแรกในรอบ 4 เดือน รับแรงหนุนมาตรการ "ไทยช่วยไทย Plus" ดันกำลังซื้อ ขณะที่ภาคธุรกิจยังส่งสัญญาณเปราะบาง ห่วงต้นทุนพุ่ง หนี้ครัวเรือนสูง

KEY

POINTS

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายนปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการ "ไทยช่วยไทย Plus" ของรัฐบาล
  • สวนทางกับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงกังวลเรื่องต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
  • ภาคเอกชนแสดงความกังวลต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากลำบากของผู้ประกอบการ SME

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังรัฐอัดฉีดมาตรการ "ไทยช่วยไทย Plus" กระตุ้นกำลังซื้อ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยยังปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เหตุผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนการผลิต-ค่าครองชีพสูง พร้อมจับตาความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน กระทบราคาพลังงานโลก

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิถุนายน 2569 พบว่ามีการปรับตัวดีขึ้นในทุกรายการเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.7 จากระดับในเดือนก่อนหน้า

โดยมีปัจจัยบวกสำคัญมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านโครงการ"ไทยช่วยไทย Plus" (60/40) ที่เริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและสร้างความหวังให้กับประชาชน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1%, ประกอบกับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวลดลง ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เริ่มมีสัญญาณคลี่คลายจากการลงนาม MOU หยุดยิงชั่วคราวในช่วงเดือนมิถุนายน

เอกชนห่วงต้นทุน-หนี้ครัวเรือนฉุด

ทั้งนี้ ด้านดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 41.4 ซึ่งสะท้อนว่าผู้ประกอบการยังคงมีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและธุรกิจในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคออกมา 

โดยภาคธุรกิจมองว่ายังไม่เพียงพอจะชดเชยต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งจากค่าจ้างแรงงาน ค่าพลังงาน และราคาวัตถุดิบ

ทั้งนี้จากผลการสำรวจพบปัญหาที่กระจายตัวในแต่ละพื้นที่ พบว่าผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคแสดงความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SME โดยเฉพาะในภาคกลางที่มีสัญญาณการปิดกิจการในบางพื้นที่เนื่องจากขาดสภาพคล่อง

เกษตรกรเผชิญปัญหาราคาพืชผล

ขณะที่เกษตรกรเผชิญปัญหาราคาพืชผล (ข้าวเปลือก, ข้าวโพด) ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้รายได้ไม่เป็นไปตามเป้า รวมถึงภาคเหนือยังคงเผชิญปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบการท่องเที่ยว ส่วนภาคตะวันออกและภาคใต้ได้รับผลกระทบจากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวจากค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ด้านภาคตะวันออกระบุถึงปัญหาสินค้าสำเร็จรูปและวัตถุดิบราคาถูกจากจีนที่เข้ามาดัมพ์ราคาในตลาดไทย

 

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 

แนะรัฐเร่งปรับโครงสร้างหนี้ 

นายธนวรรธน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคธุรกิจเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พร้อมทั้งเสนอให้ตรึงราคาพลังงานและช่วยลดราคาปุ๋ยเคมีเพื่อบรรเทาต้นทุนภาคเกษตร รวมถึงการพัฒนาแรงงานด้าน IT และ AI เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี

ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทยประเมินการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 ไว้ที่ 2.0 - 2.5% โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจนในช่วงปลายไตรมาส 3 (กันยายน) และคึกคักต่อเนื่องในไตรมาส 4 จากแรงหนุนของการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ การท่องเที่ยว และภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี