thansettakij
อัปเดตเงินเยียวยา ’ชาวไร่อ้อย’ พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

อัปเดตเงินเยียวยา ’ชาวไร่อ้อย’ พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

16 ก.พ. 2569 | 00:11 น.

อัปเดตเงินเยียวยา ’ชาวไร่อ้อย’ พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 5 พันไร่ สอน.ระบุอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดขอใช้งบกลาง

KEY

POINTS

  • เกษตรกรชาวไร่อ้อยในพื้นที่ชายแดน 5 จังหวัด เช่น สุรินทร์และสระแก้ว ได้รับผลกระทบจากวัตถุระเบิดตกค้าง ทำให้ไม่สามารถเข้าเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ส่งผลให้อ้อยยืนต้นตายหลายหมื่นไร่
  • คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กำลังเร่งจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอของบกลางจากรัฐบาลมาใช้ในการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ
  • การคำนวณเงินเยียวยาจะอิงจากผลผลิต ราคาอ้อย และค่าความหวาน โดยจะพิจารณาความเสียหายต่อเนื่องของ "อ้อยตอ" ในปีถัดๆ ไปด้วย เพื่อให้สะท้อนความเสียหายที่แท้จริง

นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า  สอน.อยู่ระหว่างเร่งการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามและข้อจำกัดด้านความมั่นคง โดยกระทรวงอุตสาหกรรมทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคงดูแลพื้นที่ 5 จังหวัด จากเดิม 1 จังหวัด อาทิ สุรินทร์ และสระแก้ว

โดยบางพื้นที่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่สีแดงห้ามเข้า เนื่องจากมีวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิดตกค้าง ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวอ้อยได้ ในบางกรณี หากฝ่ายความมั่นคงอนุญาต อาจต้องใช้วิธีเผาอ้อยเพื่อให้มองเห็นตำแหน่งระเบิดก่อนเข้าจัดการพื้นที่

อย่างไรก็ดี ขณะนี้พบว่ามีอ้อยยืนต้นตายในจังหวัดสุรินทร์ประมาณ 20,000 ไร่ และในสระแก้วอีกประมาณ 20,000–30,000 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่ประเมินว่าเข้าไม่ได้แน่นอน (พื้นที่สีแดง) มีประมาณ 5,000 ไร่

ซึ่งสอน.อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดเสนอขอใช้งบกลางรัฐบาลเพื่อเยียวยา โดยจะคำนวณจากผลผลิตเฉลี่ย 10 ตันต่อไร่ อิงราคาอ้อยขั้นต้นปีนี้ประมาณ 800-900 กว่าบาทที่ 10 CCS และพิจารณาค่าความหวาน (CCS) ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวเฉลี่ยสูงถึง 12-13 CCS จากอากาศหนาว ทำให้ได้ราคาเพิ่มอีกตันละกว่า 100 บาท

นายใบน้อย กล่าวต่อไปอีกว่า ประเด็นสำคัญคือ อ้อยเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้หลายรอบ หรือที่เรียกว่าอ้อยตอ ปกติให้ผลผลิต 2-3 ครั้ง หากเกษตรกรเข้าไปเก็บเกี่ยวไม่ได้ จะไม่เพียงสูญเสียรายได้ปีปัจจุบัน แต่อาจกระทบต่อเนื่องถึงผลผลิตปีหน้าและปีถัดไป เพราะไม่สามารถดูแลอ้อยตอได้

ดังนั้น การคำนวณวงเงินเยียวยาจะต้องนำผลกระทบหลายรอบตอมาคิดรวม เพื่อสะท้อนความเสียหายที่แท้จริง

“ระยะเวลาการชดเชยจะพิจารณาจ่ายเป็นรายปี ตามจำนวนรอบการงอกของอ้อยตอ เพื่อให้เท่าเทียมกับเกณฑ์เยียวยาพืชชนิดอื่นใน 5 จังหวัดชายแดน”

ทั้งนี้ จะสรุปยอดพื้นที่เสียหายชัดเจนอีกครั้งหลังสิ้นสุดฤดูกาลหีบอ้อย เพื่อให้การเยียวยาครอบคลุมและเหมาะสม เนื่องจากอ้อยเป็นพืชที่ต้องประเมินความเสียหายต่อเนื่องถึงผลผลิตในปีถัดไป

ส่วนในมิติการพัฒนาโรงงาน สอน.กำลังผลักดันการแข่งขันในรูปแบบใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและการจัดการสิ่งแวดล้อมครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยแนวทางสำคัญประกอบด้วย

  • เกณฑ์การคัดเลือกใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมดินที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม การดูแลแปลงปลูกให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวที่ไม่ก่อมลพิษ ระบบความปลอดภัยในโรงงาน และการบริหารจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ
  • มาตรการจูงใจ โรงงานที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในลักษณะใกล้เคียงระบบ ISO จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุนเทคโนโลยีสะอาด
  • แผนขยายผลโครงการพัฒนาแนวทางการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมในระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย (Sugar Ecolabel) หวังเป็นกลไกเชิงนโยบายที่มุ่งยกระดับกระบวนการผลิตอ้อยและน้ำตาลของประเทศให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการเผาอ้อย ลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยปีหน้าเตรียมเปิดรับสมัครโรงงานน้ำตาลทั้ง 58 โรงทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ จากปัจจุบันนำร่อง 5 โรงงาน

นายใบน้อย กล่าวต่อไปอีกว่า ความท้าทายสำคัญคือเกษตรกรบางส่วนยังขาดเครื่องมือและองค์ความรู้ในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพอ้อย รัฐบาลจึงเตรียมมาตรการรองรับเชิงระบบ

ปีที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มฤดูหีบอ้อย ทำให้เกษตรกรปรับตัวไม่ทัน ปีนี้จะประกาศหลักเกณฑ์ล่วงหน้า เพื่อให้เกษตรกรเตรียมแปลงปลูกให้เหมาะสมกับการใช้เครื่องจักร เช่น เครื่องตัดอ้อย เครื่องสางใบ และเครื่องเก็บเกี่ยว

ด้านงบประมาณ รัฐบาลเตรียมวงเงินรวม 6,000 ล้านบาท แบ่งปีละ 2,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี สำหรับโครงการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้เกษตรกรและโรงงานนำไปจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์เตรียมแปลงสมัยใหม่

ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มเกษตรกรใช้เครื่องจักรร่วมกัน โดย สอน.มีเครื่องสางใบอ้อยประมาณ 180–182 เครื่องให้ยืม แม้ยังไม่เพียงพอกับพื้นที่ปลูกอ้อยทั่วประเทศกว่า 10 ล้านไร่ แต่ช่วยบรรเทาปัญหาได้ระดับหนึ่ง

“มาตรการดังกล่าวนี้ต้องการให้เกษตรกรเตรียมความพร้อมตั้งแต่การเตรียมดิน เพื่อทำไร่อ้อยคุณภาพดี ลดการเผาอ้อยอย่างยั่งยืน”