

KEY
POINTS
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า สอน.อยู่ระหว่างเร่งการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามและข้อจำกัดด้านความมั่นคง โดยกระทรวงอุตสาหกรรมทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคงดูแลพื้นที่ 5 จังหวัด จากเดิม 1 จังหวัด อาทิ สุรินทร์ และสระแก้ว
โดยบางพื้นที่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่สีแดงห้ามเข้า เนื่องจากมีวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิดตกค้าง ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวอ้อยได้ ในบางกรณี หากฝ่ายความมั่นคงอนุญาต อาจต้องใช้วิธีเผาอ้อยเพื่อให้มองเห็นตำแหน่งระเบิดก่อนเข้าจัดการพื้นที่
อย่างไรก็ดี ขณะนี้พบว่ามีอ้อยยืนต้นตายในจังหวัดสุรินทร์ประมาณ 20,000 ไร่ และในสระแก้วอีกประมาณ 20,000–30,000 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่ประเมินว่าเข้าไม่ได้แน่นอน (พื้นที่สีแดง) มีประมาณ 5,000 ไร่
ซึ่งสอน.อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดเสนอขอใช้งบกลางรัฐบาลเพื่อเยียวยา โดยจะคำนวณจากผลผลิตเฉลี่ย 10 ตันต่อไร่ อิงราคาอ้อยขั้นต้นปีนี้ประมาณ 800-900 กว่าบาทที่ 10 CCS และพิจารณาค่าความหวาน (CCS) ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวเฉลี่ยสูงถึง 12-13 CCS จากอากาศหนาว ทำให้ได้ราคาเพิ่มอีกตันละกว่า 100 บาท
นายใบน้อย กล่าวต่อไปอีกว่า ประเด็นสำคัญคือ อ้อยเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้หลายรอบ หรือที่เรียกว่าอ้อยตอ ปกติให้ผลผลิต 2-3 ครั้ง หากเกษตรกรเข้าไปเก็บเกี่ยวไม่ได้ จะไม่เพียงสูญเสียรายได้ปีปัจจุบัน แต่อาจกระทบต่อเนื่องถึงผลผลิตปีหน้าและปีถัดไป เพราะไม่สามารถดูแลอ้อยตอได้
ดังนั้น การคำนวณวงเงินเยียวยาจะต้องนำผลกระทบหลายรอบตอมาคิดรวม เพื่อสะท้อนความเสียหายที่แท้จริง
“ระยะเวลาการชดเชยจะพิจารณาจ่ายเป็นรายปี ตามจำนวนรอบการงอกของอ้อยตอ เพื่อให้เท่าเทียมกับเกณฑ์เยียวยาพืชชนิดอื่นใน 5 จังหวัดชายแดน”
ทั้งนี้ จะสรุปยอดพื้นที่เสียหายชัดเจนอีกครั้งหลังสิ้นสุดฤดูกาลหีบอ้อย เพื่อให้การเยียวยาครอบคลุมและเหมาะสม เนื่องจากอ้อยเป็นพืชที่ต้องประเมินความเสียหายต่อเนื่องถึงผลผลิตในปีถัดไป
ส่วนในมิติการพัฒนาโรงงาน สอน.กำลังผลักดันการแข่งขันในรูปแบบใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและการจัดการสิ่งแวดล้อมครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยแนวทางสำคัญประกอบด้วย
นายใบน้อย กล่าวต่อไปอีกว่า ความท้าทายสำคัญคือเกษตรกรบางส่วนยังขาดเครื่องมือและองค์ความรู้ในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพอ้อย รัฐบาลจึงเตรียมมาตรการรองรับเชิงระบบ
ปีที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มฤดูหีบอ้อย ทำให้เกษตรกรปรับตัวไม่ทัน ปีนี้จะประกาศหลักเกณฑ์ล่วงหน้า เพื่อให้เกษตรกรเตรียมแปลงปลูกให้เหมาะสมกับการใช้เครื่องจักร เช่น เครื่องตัดอ้อย เครื่องสางใบ และเครื่องเก็บเกี่ยว
ด้านงบประมาณ รัฐบาลเตรียมวงเงินรวม 6,000 ล้านบาท แบ่งปีละ 2,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี สำหรับโครงการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้เกษตรกรและโรงงานนำไปจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์เตรียมแปลงสมัยใหม่
ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มเกษตรกรใช้เครื่องจักรร่วมกัน โดย สอน.มีเครื่องสางใบอ้อยประมาณ 180–182 เครื่องให้ยืม แม้ยังไม่เพียงพอกับพื้นที่ปลูกอ้อยทั่วประเทศกว่า 10 ล้านไร่ แต่ช่วยบรรเทาปัญหาได้ระดับหนึ่ง
“มาตรการดังกล่าวนี้ต้องการให้เกษตรกรเตรียมความพร้อมตั้งแต่การเตรียมดิน เพื่อทำไร่อ้อยคุณภาพดี ลดการเผาอ้อยอย่างยั่งยืน”