thansettakij
ACT จี้ 'อนุทิน' ตั้งวอร์รูมกู้ซากคอร์รัปชันไทย แฉยับ 'สินบนบ้านใหญ่' แพง 2 เท่า 

ACT จี้ 'อนุทิน' ตั้งวอร์รูมกู้ซากคอร์รัปชันไทย แฉยับ 'สินบนบ้านใหญ่' แพง 2 เท่า 

12 ก.พ. 2569 | 05:26 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ก.พ. 2569 | 09:24 น.

เปิดบทสัมภาษณ์เจาะลึก "ดร.มานะ นิมิตรมงคล" บี้รัฐบาลแก้คอร์รัปชันด่วน หลังไทยร่วงอันดับ 116 ของโลก ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ แฉเบื้องหลังส่วยก่อสร้างยุค "บ้านใหญ่" ครองเมือง รีดเงินส่งนายทุนการเมือง พร้อมแนะโมเดลเวียดนาม "เชือดปลาใหญ่" ก่อนเศรษฐกิจพังพินาศ

KEY

POINTS

  • องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) เรียกร้องให้นายกฯ อนุทิน จัดตั้ง "วอร์รูม" เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตคอร์รัปชันอย่างเร่งด่วน หลังดัชนีทุจริตไทยตกต่ำสุดในรอบ 30 ปี
  • เปิดโปงปัญหา "สินบนบ้านใหญ่" ในพื้นที่ต่างจังหวัด ที่นักการเมืองผู้มีอิทธิพลเรียกรับเงินสูงกว่าในกรุงเทพฯ ถึง 2 เท่า โดยเฉพาะในโครงการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์
  • เสนอให้วอร์รูมมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วยตนเอง พร้อมด้วยตัวแทนภาคเอกชน และทีมปฏิบัติการที่กล้า "จับปลาใหญ่มาลงโทษ" เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงข้อมูลเชิงลึกปัญหาคอร์รัปชันประเทศไทยที่คะแนนดิ่งเหวอย่างหนัก

ดร.มานะ มีข้อเสนอถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำประเทศที่มีบทบาทสำคัญในรัฐบาล ให้เร่งจัดตั้งทีมเฉพาะกิจ หรือ  "วอร์รูม" (War Room) เพื่อเผชิญหน้าและจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันที่กำลังกัดกินประเทศอย่างรุนแรง โดยระบุว่าที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่เคยมีผู้นำคนไหนที่ลงมือทำเรื่องนี้อย่างจริงจังในระดับ

 

โดยโครงสร้างและองค์ประกอบของ "วอร์รูม" ไม่ควรมีขนาดมีใหญ่มากเพื่อความคล่องตัว มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วยตัวเอง

ส่วนบุคคลที่ต้องมีในวอร์รูม อาทิ ตัวแทนภาคประชาชน ภาคเอกชนที่เป็นเอกภาพ โดยเฉพาะจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตื่นตัวและพยายามรณรงค์เรื่องการไม่โกงอย่างยั่งยืน เพื่อให้ข้อมูลอินไซต์จากฝั่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสินบนโดยตรง

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ให้สัมภาษณ์พิเศษกับฐานเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ควรมีทีมปฏิบัติการ โดยเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจและกล้าหาญในการ "จับปลาใหญ่มาลงโทษ" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในวงกว้าง 

เส้นทางลงเหว: ดัชนีคอร์รัปชันต่ำสุดในรอบ 30 ปี

ดร.มานะ ฉายภาพความจำเป็นที่ต้องมีวอร์รูมอย่างเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์คอร์รัปชันของไทยในปัจจุบันถูกนิยามว่าเป็นช่วงขาลงและลงเหว จากข้อมูลดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) 2568 ล่าสุด ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปีนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดอันดับมา  โดยได้รับคะแนนเพียง 33 คะแนน เทียบเท่ากับระดับคะแนนในปี พ.ศ. 2550 หรือเท่ากับว่าประเทศไทยถอยหลังกลับไปเกือบ 20 ปี 

"ความล้มเหลวนี้สะท้อนถึงการขาดประสิทธิภาพอย่างรุนแรงของหน่วยงานภาครัฐ ตั้งแต่ระดับกระทรวง ทบวง กรม ไปจนถึงสถาบันทางนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และองค์กรอิสระ" ดร.มานะ  กล่าว

ขีดความสามารถที่หายไป และ "สินบนด่านหน้า"

จากการวิเคราะห์ดัชนี ที่ออกมาและน่ากลัวที่สุด ดร.มานะ ระบุว่า คือ "ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (World Competitiveness)" ที่ลดลงถึง 10 คะแนน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ 

ดร.มานะ เล่าถึงปัญหาจริงที่ได้รับการร้องเรียน ที่นักธุรกิจต้องเผชิญตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่ประเทศไทย หรือที่เรียกว่า  "ด่านหน้า" เช่น การเรียกรับสินบนในการขอวีซ่าที่สนามบินเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว รวมถึงการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ที่เต็มไปด้วยการรีดไถจากเจ้าหน้าที่ 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาในการติดต่อศุลกากร และการออกใบอนุญาตตั้งโรงงาน ซึ่งกลายเป็น "ต้นทุนที่ไม่สามารถควบคุมได้" จนทำให้นักลงทุนหลายรายตัดสินใจหนีไปลงทุนในประเทศอื่น

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ให้สัมภาษณ์พิเศษกับฐานเศรษฐกิจ

แฉเบื้องลึก "ส่วยบ้านใหญ่": ยิ่งมีอิทธิพล สินบนยิ่งแพง

ดร.มานะ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับวงจรสินบนในภาคอสังหาริมทรัพย์และงานก่อสร้าง โดยระบุว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจมีการเรียกรับในอัตราหนึ่ง แต่หากเป็นพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะในเขตที่มี "นักการเมืองบ้านใหญ่" หรือผู้มีอิทธิพลครองพื้นที่อัตราสินบนจะพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัวของกรุงเทพฯ 

"สาเหตุเนื่องจากข้าราชการในพื้นที่เหล่านั้นถูกบีบให้ต้องหาเงินเพื่อส่งส่วย ดูแลกลุ่มผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองที่เป็นเจ้าของพื้นที่ วงจรนี้สะท้อนว่าการเมืองคือตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดการโกงที่รุนแรงและแพงขึ้น"

ความล้มเหลวของรัฐบาลดิจิทัล: แอปฯ เยอะแต่ใช้ไม่ได้จริง

ในส่วนของมาตรการแก้ไข ดร.มานะ วิจารณ์การลงทุนด้านไอทีของภาครัฐว่าแม้จะใช้เงินมหาศาลในการสร้างแอปพลิเคชันจำนวนมาก แต่กลับต่างคนต่างทำ จนซ้ำซ้อนและใช้งานยาก

ขณะที่กฎหมายที่ควรจะช่วยอย่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก หลังจากบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2558 ก็คืบหน้าไปไม่ถึง 40% และการปฏิรูปกฎหมาย (Regulatory Guillotine) ที่มีความซ้ำซ้อนและไม่จำเป็นนั้นทำได้เพียง 20-30% เท่านั้น เนื่องจากแต่ละหน่วยงานยึดติดกับ KPI ของตัวเองมากกว่าการแก้ไขปัญหาภาพรวมของประเทศ

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ให้สัมภาษณ์พิเศษกับฐานเศรษฐกิจ

ภัยคุกคามใหม่ "ทุนเทา-คริปโต" ฟอกเงินผ่านทองคำ

อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือการขยายตัวของกลุ่มทุนเทา และสแกมเมอร์ที่ใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน อาทิ การอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายจากการใช้คริปโตเคอร์เรนซีซื้อขายทองคำ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าปริมาณการซื้อขายในลักษณะนี้พุ่งสูงขึ้นกว่า 10 เท่า สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทและระบบการเงินของไทยอย่างรุนแรง ขณะที่รัฐบาลยังขาดระบบตรวจสอบเส้นทางการเงินดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ

โมเดลเวียดนาม: ทางรอดที่ไทยต้องเลียนแบบ

ดร.มานะ ได้ยกกรณีของเวียดนามขึ้นมาเปรียบเทียบ โดยชี้ว่าแม้เวียดนามจะมีปัญหาคอร์รัปชันเช่นกัน แต่รัฐบาลของเขาแสดงความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการ "จับปลาใหญ่มาลงโทษ" อย่างรุนแรง และมีการปฏิรูปราชการด้วยการลดจำนวนกระทรวงและข้าราชการลงอย่างจริงจัง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากกว่าประเทศไทยที่เน้นแต่มาตรการบนกระดาษแต่ไร้การปฏิบัติจริง