

KEY
POINTS
ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงข้อมูลเชิงลึกปัญหาคอร์รัปชันประเทศไทยที่คะแนนดิ่งเหวอย่างหนัก
ดร.มานะ มีข้อเสนอถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำประเทศที่มีบทบาทสำคัญในรัฐบาล ให้เร่งจัดตั้งทีมเฉพาะกิจ หรือ "วอร์รูม" (War Room) เพื่อเผชิญหน้าและจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันที่กำลังกัดกินประเทศอย่างรุนแรง โดยระบุว่าที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่เคยมีผู้นำคนไหนที่ลงมือทำเรื่องนี้อย่างจริงจังในระดับ
โดยโครงสร้างและองค์ประกอบของ "วอร์รูม" ไม่ควรมีขนาดมีใหญ่มากเพื่อความคล่องตัว มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วยตัวเอง
ส่วนบุคคลที่ต้องมีในวอร์รูม อาทิ ตัวแทนภาคประชาชน ภาคเอกชนที่เป็นเอกภาพ โดยเฉพาะจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตื่นตัวและพยายามรณรงค์เรื่องการไม่โกงอย่างยั่งยืน เพื่อให้ข้อมูลอินไซต์จากฝั่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสินบนโดยตรง
นอกจากนี้ควรมีทีมปฏิบัติการ โดยเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจและกล้าหาญในการ "จับปลาใหญ่มาลงโทษ" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในวงกว้าง
ดร.มานะ ฉายภาพความจำเป็นที่ต้องมีวอร์รูมอย่างเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์คอร์รัปชันของไทยในปัจจุบันถูกนิยามว่าเป็นช่วงขาลงและลงเหว จากข้อมูลดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) 2568 ล่าสุด ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปีนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดอันดับมา โดยได้รับคะแนนเพียง 33 คะแนน เทียบเท่ากับระดับคะแนนในปี พ.ศ. 2550 หรือเท่ากับว่าประเทศไทยถอยหลังกลับไปเกือบ 20 ปี
"ความล้มเหลวนี้สะท้อนถึงการขาดประสิทธิภาพอย่างรุนแรงของหน่วยงานภาครัฐ ตั้งแต่ระดับกระทรวง ทบวง กรม ไปจนถึงสถาบันทางนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และองค์กรอิสระ" ดร.มานะ กล่าว
จากการวิเคราะห์ดัชนี ที่ออกมาและน่ากลัวที่สุด ดร.มานะ ระบุว่า คือ "ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (World Competitiveness)" ที่ลดลงถึง 10 คะแนน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
ดร.มานะ เล่าถึงปัญหาจริงที่ได้รับการร้องเรียน ที่นักธุรกิจต้องเผชิญตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่ประเทศไทย หรือที่เรียกว่า "ด่านหน้า" เช่น การเรียกรับสินบนในการขอวีซ่าที่สนามบินเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว รวมถึงการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ที่เต็มไปด้วยการรีดไถจากเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ยังมีปัญหาในการติดต่อศุลกากร และการออกใบอนุญาตตั้งโรงงาน ซึ่งกลายเป็น "ต้นทุนที่ไม่สามารถควบคุมได้" จนทำให้นักลงทุนหลายรายตัดสินใจหนีไปลงทุนในประเทศอื่น
ดร.มานะ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับวงจรสินบนในภาคอสังหาริมทรัพย์และงานก่อสร้าง โดยระบุว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจมีการเรียกรับในอัตราหนึ่ง แต่หากเป็นพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะในเขตที่มี "นักการเมืองบ้านใหญ่" หรือผู้มีอิทธิพลครองพื้นที่อัตราสินบนจะพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัวของกรุงเทพฯ
"สาเหตุเนื่องจากข้าราชการในพื้นที่เหล่านั้นถูกบีบให้ต้องหาเงินเพื่อส่งส่วย ดูแลกลุ่มผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองที่เป็นเจ้าของพื้นที่ วงจรนี้สะท้อนว่าการเมืองคือตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดการโกงที่รุนแรงและแพงขึ้น"
ในส่วนของมาตรการแก้ไข ดร.มานะ วิจารณ์การลงทุนด้านไอทีของภาครัฐว่าแม้จะใช้เงินมหาศาลในการสร้างแอปพลิเคชันจำนวนมาก แต่กลับต่างคนต่างทำ จนซ้ำซ้อนและใช้งานยาก
ขณะที่กฎหมายที่ควรจะช่วยอย่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก หลังจากบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2558 ก็คืบหน้าไปไม่ถึง 40% และการปฏิรูปกฎหมาย (Regulatory Guillotine) ที่มีความซ้ำซ้อนและไม่จำเป็นนั้นทำได้เพียง 20-30% เท่านั้น เนื่องจากแต่ละหน่วยงานยึดติดกับ KPI ของตัวเองมากกว่าการแก้ไขปัญหาภาพรวมของประเทศ
อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือการขยายตัวของกลุ่มทุนเทา และสแกมเมอร์ที่ใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน อาทิ การอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายจากการใช้คริปโตเคอร์เรนซีซื้อขายทองคำ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าปริมาณการซื้อขายในลักษณะนี้พุ่งสูงขึ้นกว่า 10 เท่า สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทและระบบการเงินของไทยอย่างรุนแรง ขณะที่รัฐบาลยังขาดระบบตรวจสอบเส้นทางการเงินดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ
ดร.มานะ ได้ยกกรณีของเวียดนามขึ้นมาเปรียบเทียบ โดยชี้ว่าแม้เวียดนามจะมีปัญหาคอร์รัปชันเช่นกัน แต่รัฐบาลของเขาแสดงความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการ "จับปลาใหญ่มาลงโทษ" อย่างรุนแรง และมีการปฏิรูปราชการด้วยการลดจำนวนกระทรวงและข้าราชการลงอย่างจริงจัง ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากกว่าประเทศไทยที่เน้นแต่มาตรการบนกระดาษแต่ไร้การปฏิบัติจริง