

KEY
POINTS
แหล่างข่างจากกระทรวงอุตสาหกรรมระบุกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงนโยบายในการดำเนินการที่เตรียมนำเสนอต่อรัฐาลใหม่ว่า จะมุ่งเน้นการปฏิรูปอุตสาหกรรมเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายจากสงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเปลี่ยนจากการทำงานแบบเดิมสู่การบูรณาการและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญคือการสร้างงานที่สรา้งมูลค่าเพิ่มได้มาก (High Value Job) ผ่านการลงทุนเชิงลึก และใช้กลไกส่งเสริมที่มากกว่าภาษี เช่น มาตรฐานอุตสาหกรรมและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
นอกจากนี้ ยังมีการการยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนแบบ Tailor-made ที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในกลุ่มยานยนต์แห่งอนาคต ,เซมิคอนดักเตอร์ ,อาหารแห่งอนาคต ,อุตสาหกรรมสีเขียว และ AI/Data Center.
กลุ่มยานยนต์ จะรักษาฐานผลิตเครื่องยนต์สันดาป (ICE) โดยเปลี่ยนผ่านสู่ไฮบริด ควบคู่กับการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) โดยเน้นใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Common Parts) และใช้มาตรการทางภาษี (AD/Safeguard) ปกป้องชิ้นส่วนไทยจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ.
อุตสาหกรรมจากงบภาครัฐ โดยจะใช้การจัดซื้อจัดจ้างสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เช่น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น โดรนและหุ่นยนต์กู้ระเบิด ,ระบบราง ซึ่งจะบังคับประกอบและใช้ชิ้นส่วนในไทย และการแพทย์ โดยจะเป็นเครื่องมือแพทย์ที่เหมาะกับสรีระคนไทยและผู้สูงอายุ
ซอฟต์พาวเวอร์และเกษตรอุตสาหกรรม จะผลักดันอาหารและแฟชั่นไทยสู่สากล (Thai Taste to Global Taste) สำหรับภาคเกษตร จะเปลี่ยนเกษตรกรเป็นนักธุรกิจด้วยระบบ Farm Management 6 แกน และใช้โมเดลอ้อย/น้ำตาลต่อยอดสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ (Biotech)
แหล่งข่าวยังกล่าวต่อไปอีกว่า ยังจะมุ่งเน้นการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม 5.0 (Industry 5.0) โดยจะมุ่งสู่การเป็นวาระแห่งชาติในการใช้ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ยกระดับผลิตภาพ โดยยึดหลัก Industry 5.0 (Human-centric) ที่ให้มนุษย์และหุ่นยนต์ทำงานร่วมกันอย่างอัจฉริยะ ซึ่งรัฐจะให้สิทธิประโยชน์แบบ Whole Package เพื่อกระตุ้นการใช้ระบบอัตโนมัติและ Data Analytics พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีชาวไทย (SI) และ Innovation Lab.
อย่างไรก็ดี ยังมีเรื่องของความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม (Sustainability)
เปลี่ยนผ่านสู่ Sustainable Growth เพื่อตอบโจทย์กติกาโลกอย่าง EU-CBAM และมุ่งสู่ Carbon Neutrality / Net Zero
โดยจะมีการกำกับดูแลเชิงรุก ใช้ IoT และ AI ตรวจสอบการปล่อยมลพิษแบบ Real-time และใช้ Blockchain ติดตามกากอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดการมลพิษ จะบังคับใช้ระบบ PRTR เผยแพร่ข้อมูลมลพิษสู่สาธารณะ และแก้ไขปัญหา PM 2.5 จากทั้งโรงงานและการเผาในภาคเกษตร
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า จะมีการนำเสนอเรื่อการปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) โดยมุ่งสร้างความเท่าเทียมและปกป้องธุรกิจไทยจากการทุ่มตลาดของสินค้าต่างชาติ รวมถึงสกัดสินค้าด้อยคุณภาพ ซึ่งจะมีการบังคับใช้กฎหมายตรวจเข้มสินค้าใน Free Zone โดยให้อำนาจสำนักงานมาตรฐานสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และองค์การอาหารและยา (อย.) เข้าตรวจสอบสินค้าจากแพลตฟอร์ม E-Commerce
และผลักดันการใช้ซัพพลายเชนในประเทศผ่านระบบ Traceability เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ (Transshipment). ปรับสิทธิประโยชน์ของ SMEs ให้ทัดเทียมกับบริษัทใหญ่ที่ได้ BOI และสนับสนุน Startup กลุ่ม Deep Tech ให้เข้าถึงแหล่งทุนและพื้นที่ทดลองผลิตภัณฑ์ (Rapid Prototyping)