

KEY
POINTS
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยโดยยอมรับว่า ภาคธุรกิจเอกชนประเมินผลการเลือกตั้งล่าสุดว่า เป็นผลลัพธ์ที่ออกมาหักปากกาเซียน เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะจำนวน ส.ส. ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีตัวเลขเกือบแตะ 200 เสียง สูงกว่าที่เคยประเมินกันไว้ก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ภาคธุรกิจและหลายฝ่ายรับรู้ตรงกันว่า จำนวน ส.ส. ของพรรคภูมิใจไทยน่าจะอยู่ในช่วงประมาณ 150-160 เสียงแต่ผลที่ออกมากลับสูงกว่านั้นมาก และสวนทางกับการคาดการณ์ของโพลและกระแสข่าวในช่วงก่อนเลือกตั้ง
ทั้งนี้ เมื่อถูกถามถึงปัจจัยหรือจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้เรตติ้งและคะแนนเสียงของพรรคเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ภาคธุรกิจเอกชนมองว่า เกิดจากหลายองค์ประกอบร่วมกัน โดยประเด็นแรกคือ กระแสชาตินิยม ที่มีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ยังเป็นผลจากภาพรวมของสถานการณ์ทางการเมือง
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังมองว่า พรรคภูมิใจไทยในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึง ความชัดเจนในการทำงานด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ดึงบุคคลจากภายนอกซึ่งมีประสบการณ์และโปรไฟล์ที่ดี เข้ามาทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ถือเป็นมิติใหม่และวิธีการทำงานที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในสายตาภาคธุรกิจ
สำหรับแคมเปญ 3 วันสุดท้าย เลือกภูมิใจไทย มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ถูกมองว่าเป็นแคมเปญที่มีพลังและส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเหมาะสม เพราะสามารถสร้างภาพของความเป็นมืออาชีพและความพร้อมในการบริหารประเทศได้อย่างชัดเจน
นายเกรียงไกร ระบุอีกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการ สร้างความเชื่อมั่น และการสร้างภาพใหม่ของการเมืองไทย แม้จะยังไม่ได้มีทีมเศรษฐกิจครบทุกกระทรวง แต่เพียงแค่การเปิดตัวบุคลากรหลัก ก็สามารถสร้างความตื่นตัวและความหวังให้กับประชาชนและนักลงทุนได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้นำภาคธุรกิจเอกชนได้ฝากข้อเสนอถึงอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าการได้รับเสียงสนับสนุนในระดับสูงเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ดีต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะจะช่วยให้รัฐบาลผสมมี เสถียรภาพทางการเมือง หากสามารถรวมเสียงได้เกิน 300 เสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญอย่างมาก
อีกประเด็นหนึ่งที่ภาคธุรกิจเห็นว่าเป็นจุดแข็ง คือ ความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยได้เปิดเวทีให้ภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เข้าร่วมให้ความเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการผลักดันโครงการลักษณะ Quick Win ที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นและเห็นผลจริง
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังเสนอว่า หากมีโอกาสควรเสริมทีมในบางกระทรวงเศรษฐกิจให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยเพิ่มบุคลากรที่เป็นมืออาชีพและตรงกับงาน เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีพลังมากขึ้น ไม่ใช่ได้มาเพียงครึ่งทีมหรือบางส่วนเท่านั้น
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลก ภาคธุรกิจยอมรับว่าปี 2569 เป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก โดยหลายสำนักรวมถึง IMF คาดการณ์อัตราการเติบโตของไทยไว้เพียงราว 1.6% ทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้องประชาชนกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด
นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ภาคเอกชนย้ำว่า การปราบปรามคอร์รัปชัน ต้องถูกยกเป็นธงหลักควบคู่กันไป เนื่องจากคอร์รัปชันเปรียบเสมือนรูรั่วที่ดูดงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกไปจนไม่เกิดผลอย่างแท้จริง โดยปัจจุบันเศรษฐกิจใต้ดินของไทยมีสัดส่วนสูงถึงราว 48-52% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
ปัญหาขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยาก ต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกและไม่ได้มาตรฐาน ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างหนัก โดยขณะนี้มีอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบแล้วกว่า 24 จาก 48 กลุ่ม และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 30 กลุ่ม หากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง
“หากรัฐจะใส่เงิน งบประมาณเข้าไป แต่ถ้าไม่ปราบคอร์รัปชัน เศรษฐกิจก็ไม่เกิด ซึ่งเศรษฐกิจใต้ดินมีมากถึง 48% การขอใบอนุญาตยุ่งยาก ซับซ้อน ต้นทุนแฝง สินค้าราคาถูกไม่มีคุณภาพทะลักเข้ามาทุกทิศทุกทาง ร้านค้าปิดกิจการกันหมด อีกไม่นาน SMEs จะยิ่งปิดตัวระนาว”
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ท้ายที่สุดภาคธุรกิจมองและต้องการเห็น การจัดตั้งรัฐบาลควรยึดหลักสำคัญ 2 ประการ ประกอบด้วย
”เมื่อพรรคภูมิใจไทยได้รับอำนาจจากประชาชนแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการ ใช้อำนาจนั้นบริหารประเทศให้เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง“