กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ อัดเงิน 2,000 ล้าน เพิ่มสภาพคล่องผู้ประกอบการ

19 ม.ค. 2569 | 01:12 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ม.ค. 2569 | 01:12 น.

กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีคามแนวประชารัฐอัดเงินปีละ 2,000 ล้านบาท เพิ่มสภาพคล่องผู้ประกอบการ หนุนใช้นวัตกรรมเพิ่มความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

KEY

POINTS

  • กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ จัดสรรสินเชื่อใหม่เพื่อเสริมสภาพคล่องและเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการ
  • มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ SME ไทยสามารถดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน และพร้อมรับมือกับคู่แข่งจากต่างประเทศ
  • ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อสามารถนำเงินทุนไปใช้พัฒนาธุรกิจ เช่น สร้างคลังสินค้า ลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า ปี 69 นี้ กองทุนฯ มีแผนในการจัดสรรสินเชื่อใหม่ ที่เหมาะกับความต้องการของผู้ประกอบการในปัจจุบัน เพื่อให้ได้รับโอกาสได้อย่างเท่าเทียมโดยรักษาธุรกิจของคนไทยไว้ 

รวมถึงให้พร้อมรับมือกับความท้าทายจากปัจจัยภายในและภายนอก สามารถดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้เอสเอ็มอี (SMEs) ไทยมีแต้มต่อในการแข่งขันกับผู้ประกอบการและอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศ

สำหรับปีที่ผ่านมากองทุนฯ ได้ปล่อยสินเชื่อเสือติดปีกจำนวนกว่า 1,621 ล้านบาท และสินเชื่อคงกระพันจำนวนกว่า 650 ล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ ให้ SME สามารถยืนหยัดได้ในทุกสถานการณ์ 

“เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน เงินทุนหมุนเวียนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการพยุงให้ผู้ประกอบการดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง กระทรวงอุตสาหกรรมได้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพให้เป็นไปอย่างทั่วถึง”

กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ อัดเงิน 2,000 ล้าน เพิ่มสภาพคล่องผู้ประกอบการ

นางดวงดาว ขาวเจริญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เมื่อผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ก็เป็นโอกาสที่จะสร้างการขยายตัวของธุรกิจ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาสถานประกอบการให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อปกป้องธุรกิจและ SMEs ไทย 

เช่นเดียวกับบริษัท ช้างทอง อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ทางการเกษตรรายใหญ่ในจังหวัดขอนแก่น เป็นโมเดลของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาธุรกิจโดยใช้แหล่งเงินทุนภาครัฐ เพื่อขยายขีดความสามารถการแข่งขันสู่ตลาดต่างประเทศ 

โดยเมื่อปี 2563 บริษัทฯ ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากโครงการ โตไว ไทยยั่งยืน วงเงิน 3 ล้านบาท นำมาก่อสร้างอาคารคลังสินค้าเพื่อรองรับคำสั่งซื้อเครื่องหยอดข้าวโพดจากประเทศอินโดนีเซีย และใช้อีกส่วนเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ทำให้สามารถขยายตลาดได้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมภาคการเกษตรให้เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ทุ่นการใช้แรงคน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของลูกค้า 

“นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างของผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากกองทุนฯ ทำให้ธุรกิจเติบโต ยืนได้ด้วยตัวเอง ซึ่งตรงกับเป้าหมายของกองทุนฯ ที่ต้องการให้ผู้ประกอบการมีการบริหารจัดการที่ดี เพื่อลดแนวโน้มการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ซึ่งจะส่งผลให้กองทุนฯ สามารถจัดสรรสินเชื่อใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการรายอื่นเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทั่วถึง” 

นายชัยศักดิ์ วรวิริยะประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ช้างทอง อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่าบริษัท ช้างทองฯ มีการดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2521 เป็นผู้ผลิตสินค้า เช่น เครื่องหยอดข้าว เครื่องหยอดข้าวโพด และอุปกรณ์ต่อพ่วงรถไถ จำหน่ายให้กับกลุ่มบริษัทเอกชน ร้านค้าเกษตรทั่วไป และจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ปัจจุบันบริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ โดยมีการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในการผลิตสินค้าถึง 80% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว 

“บริษัทฯ มีแผนจะยื่นขอสินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐเพิ่มเติม เพื่อติดตั้ง Solar Cell ในโรงงาน เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ด้วยการใช้พลังงานสะอาดและสร้างความยั่งยืนในอนาคต”